ในบทเหล่านั้น บทว่า เย เกจิ เป็นคำกล่าวที่ไม่มีส่วนเหลือ. สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว คือมีลมหายใจนั่นเทียว ชื่อว่า ปาณภูตา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปาณา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายมีลมปราณ. ทรงถือเอาสัตว์มีขันธ์ ๕ ทั้งหลายผู้เนื่องด้วยลมอัสสาสะและลมปัสสาสะ ด้วยบทว่า ปาณา นี้.
ชื่อว่า ภูตา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายมีอยู่ ทรงถือเอาสัตว์มีขันธ์ ๑ และขันธ์ ๔ ด้วยบทว่า ภูตา นี้. บทว่า อตฺถิ คือ มีอยู่ ปรากฏอยู่.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอันพึงสงเคราะห์ด้วยทุกะและติกะ ด้วยพระดำรัสนี้ว่า เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ รวมเข้ากันอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงแสดงสัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมดสงเคราะห์เข้าด้วยทุกะนี้ว่า ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา ดังนี้.
ในคาถานั้น ชื่อว่า ตสา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมสะดุ้ง. ก็คำว่า ตสา นั่นเป็นชื่อแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีตัณหา และมีภัย. ชื่อว่า ถาวรา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมมั่นคง. คำว่า ถาวรา นั่นเป็นชื่อของพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ละการดำเนินไปแห่งตัณหาแล้ว. ชื่อว่า อนวเสสา เพราะอรรถว่า สัตว์เหล่านั้นไม่มีส่วนเหลือลง. อธิบายว่า แม้ทั้งหมด.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที