ในคาถานั้น คำว่า กามา ได้แก่ กิเลสกาม วัตถุกาม.

เหมวตยักษ์เมื่อถามว่า พระโคดมไม่ทรงยินดีด้วยกิเลสกามในกามเหล่านั้นแลหรือ ชื่อว่าย่อมถามถึงความที่พระองค์ไม่ทรงมีอภิชฌา. เมื่อถามว่า พระหฤทัยไม่ขุ่นมัวแลหรือ ชื่อว่าย่อมถามถึงความที่พระองค์ไม่ทรงมีพยาบาท หมายถึงความขุ่นมัวด้วยพยาบาท. เมื่อถามว่า ทรงล่วงโมหะได้แล้วแลหรือ ชื่อว่าย่อมถามถึงความที่พระองค์ทรงมีสัมมาทิฏฐิ เพราะทรงก้าวล่วงโมหะ อันเป็นเหตุให้บุคคลผู้หลงแล้ว ยึดถือมิจฉาทิฏฐิ. เมื่อถามว่า ทรงมีพระจักษุในธรรมทั้งหลายแลหรือ ชื่อว่าย่อมถามถึงความที่พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญูด้วยอำนาจแห่งญาณจักษุอันไม่ติดขัดในธรรมทั้งปวง หรือด้วยอำนาจแห่งจักษุแม้ทั้งห้าในธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นวิสัยแห่งจักษุทั้งห้า เพราะคิดว่า พระองค์ไม่ทรงเป็นพระสัพพัญญู แม้ด้วยความบริสุทธิ์ทางไตรทวารเท่านั้น.

ลำดับนั้น สาตาคิรยักษ์ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงบรรลุพระอรหัตเลยก็ชื่อว่าไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย ไม่มีพระหฤทัยขุ่นมัวด้วยพยาบาท เพราะความที่กามราคะและพยาบาท อันพระองค์ทรงละได้แล้วด้วยอนาคามิมรรค และชื่อว่าทรงล่วงโมหะ เพราะความที่โมหะอันปิดบังสัจจะซึ่งมีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย อันพระองค์ทรงละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรคนั่นเทียว ทรงตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยพระองค์เอง จึงทรงได้พระนามอันมีวิโมกข์เป็นที่สุดว่า “พุทโธ” และทรงได้จักษุทั้งหลายตามที่กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อจะป่าวประกาศความบริสุทธิ์ทางมโนทวาร และความเป็นพระสัพพัญญูแก่เหมวตยักษ์นั้น จึงกล่าวว่า พระองค์ไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย.

เหมวตยักษ์ได้ฟังความบริสุทธิ์ทางไตรทวารและความเป็นพระสัพพัญญูของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้แล้ว ก็ดีใจ เบิกบาน มีคลองแห่งคำไม่ติดขัดด้วยปัญญาอันคล่องแคล่วในพาหุสัจจะในอดีตชาติ ประสงค์จะฟังสัพพัญญูคุณทั้งหลายอันน่าอัศจรรย์ จึงกล่าวว่า พระโคดมทรงถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาแลหรือ.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๗๐๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๙. เหมวตสูตร”