ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะภิกษุใดไม่ทำการล่วงละเมิดแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ถึงพร้อมด้วยศีลทุกเมื่อ และมีปัญญา ด้วยปัญญาที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ตั้งมั่นดีแล้วด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ และมรรคผลเบื้องต่ำทุกอิริยาบถ ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ มีปกติคิดซึ่งธรรมภายในอันนำออกจากทุกข์ด้วยวิปัสสนา และถึงพร้อมแล้วด้วยสติ คือความไม่ประมาทอันนำมาซึ่งการกระทำติดต่อ ภิกษุนั้นย่อมข้ามโอฆะนี้ที่ข้ามได้แสนยากโดยไม่มีส่วนเหลือด้วยมรรคที่สี่ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงวิสัชนาเสกขภูมิ จึงตรัสคาถาที่บรรจุไตรสิกขานี้ว่า สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีลทุกเมื่อ.

ก็ในคาถานี้ สิกขา ๓ คือ อธิสีลสิกขาด้วยสีลสัมปทา อธิจิตตสิกขาด้วยสติและสมาธิ อธิปัญญาสิกขาด้วยปัญญา คือการคิดถึงธรรมภายใน ท่านกล่าวว่ามีอุปการะและมีอานิสงส์. จริงอยู่ สิกขาทั้งหลายมีโลกิยปัญญาและสติเป็นอุปการะ มีสามัญผลเป็นอานิสงส์.

ครั้นทรงแสดงเสกขภูมิ ด้วยคาถาที่หนึ่งอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอเสกขภูมิ จึงตรัสคาถาที่สอง.

คาถานั้นมีเนื้อความว่า

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๗๒๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๙. เหมวตสูตร”