คนรักษาพระนครนั้นลุกขึ้นตามกาลนั่นเทียว ไปสู่เรือนจำ กล่าวหมายถึงนักโทษทั้งหลายที่ต้องถูกประหารว่า ผู้ใดต้องการชีวิต ผู้นั้นจงออกมาดังนี้แล้ว รับเอานักโทษที่ออกมาคนแรกให้อาบน้ำและให้บริโภคแล้วส่งไปว่า เจ้าจงให้ถาดอาหารนี้แก่ยักษ์. ยักษ์นิรมิตอัตภาพอันน่าสะพรึงกลัวแล้วเคี้ยวกินนักโทษนั้นที่พอเข้ามาภายในโคนต้นไม้นั่นแล ดุจกินหัวมัน. ได้ยินว่า ด้วยอานุภาพของยักษ์สรีระทั้งสิ้นรวมทั้งเส้นผมเป็นต้นของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นเหมือนก้อนเนยข้น บุรุษที่ไปเพื่อให้นักโทษถือภัตให้แก่ยักษ์ เห็นยักษ์นั้นแล้วกลัว จึงบอกตามมิตรสหาย.
จำเดิมแต่นั้น มนุษย์ทั้งหลายโจษจันกันว่า พระราชาจับโจรให้แก่ยักษ์ ได้งดเว้นจากโจรกรรม โดยสมัยอื่นจากนั้น เรือนจำทั้งหลายจึงว่างเปล่า เพราะพวกโจรเก่าสิ้นไป เพราะโจรใหม่ทั้งหลายไม่มี. ลำดับนั้น คนรักษาพระนครจึงทูลแด่พระราชา. พระราชาตรัสสั่งให้ทิ้งพระราชทรัพย์ของพระองค์ที่ตรอกแห่งพระนครทั้งหลาย ด้วยทรงหวังว่า จะพึงมีใครๆ ถือเอาทรัพย์ด้วยความโลภบ้าง ก็ไม่มีใครจับต้องทรัพย์นั้น แม้ด้วยเท้า.
คนรักษาพระนครนั้น เมื่อไม่ได้โจรทั้งหลาย จึงบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลาย. อำมาตย์ทั้งหลายจึงทูลว่า พวกข้าพระองค์จะส่งคนแก่ตามลำดับตระกูลๆ ละ ๑ คนไปให้ แม้โดยปกติคนแก่นั้นก็ใกล้ตายแล้ว. พระราชาตรัสห้ามว่า มนุษย์ทั้งหลายจักกระทำการต่อต้านว่า พระราชาทรงส่งบิดาของพวกเรา ปู่ของพวกเรา พวกท่านอย่าชอบใจข้อนั้นเลย. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ ถ้าอย่างนั้น พวกข้าพระองค์จะส่งทารกซึ่งกำลังนอนหงาย เพราะทารกเช่นนั้น ย่อมไม่มีความเยื่อใยว่า แม่ของเรา พ่อของเรา. พระราชาทรงอนุญาต. อำมาตย์เหล่านั้นก็ได้กระทำอย่างนั้น. พวกมารดาของทารกในพระนครก็พาพวกทารก และพวกสตรีมีครรภ์ก็พากันหนีให้ทารกทั้งหลายเจริญในชนบทอื่นแล้ว จึงนำกลับมา เป็นอย่างนี้จนสิ้น ๑๒ ปี.
แต่นั้นในวันหนึ่ง พวกอำมาตย์ค้นหาทั่วพระนครก็ไม่ได้ทารกแม้คนหนึ่ง จึงทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ ในพระนครไม่มีทารกเว้นแต่อาฬวกุมาร พระราชโอรสของพระองค์ในภายในบุรี.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที