ลำดับนั้น เทพเหล่าใดมีความสงสัยว่า สมณพราหมณ์ผู้ปุถุชนเป็นข้าศึก เป็นปัจจามิตรต่อศาสนา ถึงพร้อมด้วยกำลังมีมนต์เป็นต้น แม้สมณพราหมณ์ผู้ปุถุชนเหล่านั้นไม่พึงทำหรือ เพื่อทรงป้องกันความสงสัยของเทพเหล่านั้น จึงตรัสว่า สสฺสมณพฺราหฺมณิยา.

ครั้นทรงแสดงความไม่มีใครในฐานะสูงสุดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ทรงมุ่งถึงสมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือทั้งหลายด้วยคำว่า สเทวมนุสฺสาย แล้วทรงแสดงความไม่มีใครแม้ในสัตวโลกที่เหลือด้วยอำนาจแห่งการกำหนดอย่างสูงสุด เพราะฉะนั้น นักศึกษาพึงทราบลำดับแห่งการประกอบอนุสนธิในที่นี้ด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธความลำบากแห่งพระทัยแก่ยักษ์นั้นอย่างนี้แล้ว เมื่อทรงยังอุตสาหะให้เกิดในการถามปัญหา จึงตรัสว่า ดูก่อนท่าน ก็และท่านหวังจะถามปัญหา ก็จงถามเถิด ดังนี้.

พระบาลีนั้นมีเนื้อความว่า จงถาม ถ้าหวังจะถาม เราไม่มีความหนักใจในการแก้ปัญหา อนึ่ง ทรงปวารณาถึงสัพพัญญุปวารณาที่ไม่ทั่วไปกับพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกทั้งหลายว่า ถ้าท่านหวังจะถามก็จงถาม เราจะแก้ปัญหาของท่านทั้งหมด. จริงอยู่ แม้ท่านเหล่านั้นย่อมกล่าวว่า จงถามเถิดท่าน ข้าพเจ้าทั้งหลายฟังแล้วจักรู้ แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า ถ้าท่านหวังก็จงถามเถิด ท่าน หรือว่า ๑- ดูก่อนวาสวะ ถ้าพระองค์ทรงปรารถนาจะถามปัญหาข้อใดกะอาตมา ก็จงตรัสถามเถิด ย่อมปวารณาถึงสัพพัญญุปวารณาแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ๒-

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๗๕๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. อาฬวกสูตร”