บทว่า รสานํ ความว่า ธรรมควรลิ้มเหล่าใดเหล่าหนึ่ง โดยนัยมีอาทิว่า ๑๔- รสเกิดแต่ราก รสเกิดแต่ลำต้น. ธรรมมีการติเตียนรสแห่งวาจา และพยัญชนะที่เหลือเป็นต้นเหล่าใดเหล่าหนึ่ง โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรสเกิดแต่ผลทั้งหมด. ๑๕- พระโคดมผู้เจริญมีรูปไม่เป็นรส ดูก่อนพราหมณ์ รูปรส สัททรสเหล่าใดแล. ๑๖- ไม่เป็นอาบัติในรสรส. ๑๗- ธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือวิมุตติรส. ๑๘- หรือว่า ๑๙- พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นส่วนแห่งอรรถรส ธรรมรส เรียกว่ารส. สัจจะแลดีกว่ารสเหล่านั้น คือสัจจะนั่นเทียวดีกว่า คือชอบกว่า ประเสริฐกว่า อุดมกว่ารสเหล่านั้น. ____________________________ ๑๔- อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๕๒๔ ๑๕- วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๘๖ ๑๖- วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๒ ๑๗- วิ. มหาวิ. เล่ม ๒/ข้อ ๘๓๓ ๑๘- องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๐๙ ๑๙- ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๖๕

จริงอยู่ รสทั้งหลายมีรสเกิดแต่รากเป็นต้น พอกพูนสรีระและนำมาซึ่งสุขอันประกอบด้วยสังกิเลส. ในสัจจรส รสคือวิรัติสัจจะและวาจาสัจจะ ย่อมพอกพูนจิตด้วยสมถะและวิปัสสนาเป็นต้น และย่อมนำมาซึ่งสุขอันประกอบด้วยอสังกิเลส. วิมุตติรส ชื่อว่ายังประโยชน์ให้สำเร็จ เพราะความเป็นธรรมอันท่านอบรมแล้วด้วยปรมัตถสัจจรส และชื่อว่าเป็นอรรถรสและธรรมรส เพราะอาศัยอรรถและธรรมที่เป็นอุบายจะให้บรรลุปรมัตถสัจจรสนั้นเป็นไปดังนี้แล.

ก็ในบทนี้ว่า ปญฺญาชีวึ ผู้ศึกษาพึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า

ในบุคคลผู้บอด ผู้มีตาข้างเดียวและผู้มีตาสองข้างทั้งหลาย บุคคลผู้มีตาสองข้างนี้ใดเป็นคฤหัสถ์ยินดีข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์มีการขยันทำการงาน ถึงสรณะจำแนกทาน สมาทานศีล และอุโบสถกรรมเป็นต้น หรือเป็นบรรพชิตยินดีข้อปฏิบัติสำหรับบรรพชิต กล่าวคือศีลอันทำความไม่เดือดร้อน หรืออันต่างด้วยจิตตวิสุทธิเป็นต้นอันยิ่งกว่านั้น ชื่อว่าเป็นอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตอันเป็นอยู่ด้วยปัญญาของบุคคลนั้น หรือปัญญาชีวิตของบุคคลผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญานั้นว่า ประเสริฐที่สุด.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๗๗๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. อาฬวกสูตร”