บทว่า วตฺถูนิ ความว่า ที่ตั้งแห่งกิเลสทั้งหลายอันต่างด้วยขันธ์ อายตนะและธาตุ ซึ่งเป็นที่ตั้งให้บุคคลนี้ติดอยู่ในโลกอย่างนี้. บทว่า ปมาย พีชํ ความว่า พืช คืออภิสังขารวิญญาณแห่งวัตถุเหล่านั้นใด ฆ่าคือเบียดเบียนทำลายพืชนั้น. อธิบายว่า ละขาดแล้ว ด้วยสมุจเฉทปหาน.

บทว่า สิเนหมสฺส นานุปฺปเวจฺเฉ ความว่า พืชนั้นเปียกชุ่มด้วยยางคือตัณหาและทิฏฐิ พึงงอกงามเป็นวัตถุตามที่กล่าวแล้วนั้น ด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิต่อไป ไม่ทำยางแห่งพืชนั้นให้หลั่งไหลเข้าไป. อธิบายว่า ไม่ทำยางนั้นให้หลั่งไหลเข้าไปด้วยมรรคภาวนา ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อยางแห่งพืชนั้น

บทว่า ส เว มุนิ ชาติกฺขยนฺตทสฺสี ความว่า พุทธมุนีนั้น คือเห็นปานนั้น ชื่อว่ามีปกติเห็นที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งชาติ เพราะความที่นิพพานอันเป็นที่สิ้นสุดแห่งชาติและมรณะอันมุนีเห็นแล้ว ด้วยนิพพานสัจฉิกิริยา ละวิตกเสียแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงการนับ คือละอกุศลวิตกแม้ ๙ ประเภทด้วยสัจจภาวนาทั้งสี่นี้ บรรลุสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ กระทำโลกัตถจริยา ชื่อว่าไม่เข้าถึงการนับว่าเป็นเทวดาและมนุษย์ ด้วยการบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะความสิ้นไปแห่งจริมวิญญาณโดยลำดับ.

อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในคาถานี้อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ยังไม่ปรินิพพานนั่นแล ย่อมเข้าถึงการนับว่า บุคคลนี้กำหนัดแล้ว หรือประทุษร้ายแล้ว เพราะยังไม่ละวิตกมีกามวิตกเป็นต้นฉันใด ละวิตกเสียแล้ว ไม่เข้าถึงการนับ ฉันนั้น.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๘๓๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๒. มุนีสูตร”