บทว่า อนิกามยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ ความว่า ไม่ปรารถนาภพอันเป็นที่อาศัยอยู่เหล่านั้นแม้ภพหนึ่ง เพราะเห็นโทษอย่างนี้ พุทธมุนีนั้น คือเห็นปานนั้น ชื่อว่าปราศจากกำหนัด เพราะความเป็นผู้ปราศจากกำหนัด คือ ตัณหาแล้ว และชื่อว่าไม่ยินดีแล้ว เพราะความเป็นผู้ปราศจากกำหนัดนั้นแล ด้วยกำลังคือมรรคภาวนา ไม่ก่อกรรม คือไม่ทำโดยประการที่บุคคลพวกหนึ่งยังไม่ปราศจากกำหนัดเลย แต่ปฏิญญาว่า เราไม่ยินดีแล้ว.
บทว่า นายูหติ ความว่า ไม่ทำกุศลหรืออกุศล ซึ่งเกิดแก่ภพอันเป็นที่อาศัยอยู่นั้นๆ เพราะเหตุไร เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งโน้นแล้ว. อธิบายว่า เพราะมุนีผู้เห็นปานนั้น เป็นผู้ถึงฝั่งโน้นแล้วแห่งภพอันเป็นที่อาศัยอยู่ทั้งปวง คือพระนิพพาน.
ครั้นทรงติเตียนการเห็นของปุถุชนแล้ว ทรงสรรเสริญการเห็นของพระองค์ด้วยคาถาที่ ๑ ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรงสรรเสริญการบรรลุสันติบทของพระองค์ เพราะความไม่มีกิเลสทั้งหลายซึ่งปุถุชนยังไม่สงบระงับด้วยคาถาที่ ๒ ทรงสรรเสริญการละวิตกไม่เข้าถึงการนับของพระองค์ด้วยสัจจภาวนาทั้งสี่ในที่ตั้งแห่งกิเลส ซึ่งปุถุชนยังไม่ละวิตกแล้วเข้าถึงการนับอย่างนั้นๆ ด้วยคาถาที่ ๓ ทรงสรรเสริญการไม่ก่อกรรมของพระองค์แม้ต่อไป เพราะไม่มีตัณหาในภพอันเป็นที่อาศัยอยู่ ซึ่งปุถุชนปรารถนายิ่งนัก ก่อกรรมเพราะภวตัณหา ด้วยคาถาที่ ๔. ทรงจบเทศนาในการอุบัติครั้งแรกด้วยยอดคือพระอรหัตด้วยคาถาทั้งสี่นั่นแล.
คาถาว่า สพฺพาภิภู ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที