คาถานั้นมีเนื้อความว่า
ชื่อว่าผู้มีกำลังคือปัญญา เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังคือปัญญา อันสำเร็จการทำให้อ่อนกำลังและการละกิเลส หรืออันต่างด้วยการแสดงฤทธิ์และการอธิษฐาน. ชื่อว่าประกอบด้วยศีลและวัตร เพราะความเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยปาริสุทธิศีลสี่ และธุตังควัตร. ชื่อว่ามีจิตตั้งมั่น ด้วยมรรคสมาธิ ผลสมาธิ และอิริยาปถสมาธิ. ชื่อว่ายินดีในฌาน เพราะความเป็นผู้ยินดีแล้วด้วยฌานอันต่างด้วยอุปจารฌานและอัปปนาฌาน หรือในฌาน. ชื่อว่ามีสติ เพราะความเป็นผู้ถึงความไพบูลย์ด้วยสติ. ชื่อว่าหลุดพ้นจากเครื่องข้อง เพราะความเป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องข้อง คือราคะเป็นต้น. ชื่อว่าไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ไม่มีอาสวะเพราะไม่มีกิเลสดุจตะปูตรึงใจ ๕ อย่าง และไม่มีอาสวะ ๔ อย่าง.
บทว่า ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ความว่า อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายผู้บัณฑิตย่อมประกาศแม้ผู้นั้น ผู้ประกอบด้วยคุณคือปัญญาเป็นต้น ผู้ปราศจากโทษ คือเครื่องข้องเป็นต้น ว่าเป็นมุนี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระเรวตเถระว่า ท่านทั้งหลายจงดูพระขีณาสวมุนีนี้ เป็นผู้ประเสริฐสุดเพียงใด พระมุนีนั้นพึงเห็นว่าเป็นนวกรรม หรือว่าจักกระทำสมณธรรมในกาลไหนอย่างไร เพราะพระมุนีนั้นยังวิหารธรรมนั้นให้จบแล้ว ด้วยกำลังคือปัญญา หาให้จบด้วยการทำนวกรรมไม่ พระมุนีนั้นทำกิจเสร็จแล้ว จักไม่ทำสมณธรรมในบัดนี้. ก็ วาศัพท์ ในคาถานี้ มีการทำให้แจ่มแจ้งเป็นอรรถดังนี้แล.
คาถาว่า เอกํ จรนฺตํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที