ลำดับนั้น ภพแม้ทั้งสามก็ปรากฏแก่นางดุจถูกไฟไหม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้นางผู้กำลังเห็นแจ้งอย่างนั้น ประทับนั่ง ณ พระคันธกุฎีเทียว ทรงเปล่งแสงสว่าง นางเห็นแสงสว่างนั้นนึกว่านี้อะไร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจประทับนั่งข้างๆ แล้ว ลุกขึ้นยืนประคองอัญชลี. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นางมีสัปปายะ จึงตรัสคาถานี้ด้วยอำนาจแห่งพระธรรมเทศนา.

คาถานั้นมีเนื้อความว่า

ผู้ใดแลชื่อว่าดำรงตนไว้ เพราะไม่มีความเจริญและความเสื่อม เพราะความเป็นผู้มีจิตเป็นเอกัคคตา และเพราะความเป็นผู้มีวิมุตติอันไม่กำเริบ และเพราะไม่มีการเข้าไปสู่ระหว่างภพ เพราะความเป็นผู้สิ้นชาติและสังสารหมดแล้ว. ชื่อว่าซื่อตรงดุจกระสวย เพราะละความคดทางกายวาจาและใจได้แล้ว หรือเพราะไม่มีการลุอคติ. ชื่อว่าเกลียดชังแต่กรรมที่เป็นบาป คือเกลียดชังกรรมทั้งหลายที่เป็นบาป ดุจเกลียดคูถและมูตรฉะนั้น เพราะความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ อธิบายว่า ย่อมละอาย.

จริงอยู่ โดยการแยกประโยคตติยาวิภัตติ ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ ย่อมสำเร็จในศัพทศาสตร์.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๘๔๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๒. มุนีสูตร”