แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ว่าพระนันทะยินดียิ่งในพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสร ทรงสั่งภิกษุทั้งหลายว่า จงเตือนนันทะด้วยวาทะว่าลูกจ้าง. พระนันทะนั้นอันภิกษุเหล่านั้นเตือนอยู่ ละอายแล้วมนสิการโดยแยบคาย ปฏิบัติแล้วไม่นานนักก็กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต. เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ใกล้ที่สุดจงกรมของพระนันทะนั้น ได้ทูลบอกเรื่องนั่นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ญาณก็ได้บังเกิดแม้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ภิกษุทั้งหลายเมื่อไม่รู้ก็เตือนพระผู้มีอายุเหมือนอย่างนั้นเทียว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอไม่พึงเตือนนันทะเหมือนอย่างนั้น เมื่อจะทรงแสดงความที่พระนันทะนั้นเป็นมุนีผู้ขีณาสพ จึงตรัสคาถานี้เพื่อทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า
ผู้รู้จัก คือรู้แล้ว กำหนดแล้วซึ่งโลกมีขันธ์เป็นต้น ด้วยการกระทำการกำหนดทุกขสัจจะ เห็นปรมัตถประโยชน์ด้วยการทำให้แจ้งซึ่งนิโรธสัจจะ ข้ามพ้นคือก้าวล่วงโอฆะ ๔ อย่างด้วยการละสมุทัย และสมุทรคืออายตนะมีจักขุเป็นต้นด้วยการอดทนต่อกำลังแห่งความเมาในรูปเป็นต้น เพราะความเป็นผู้ละสมุทัยได้แล้ว กำจัดออกซึ่งสมุทัยนั้นด้วยมรรคภาวนา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที