บทว่า ตาทึ ได้แก่ เป็นผู้คงที่ด้วยการถึงลักษณะผู้คงที่นี้. ผู้ศึกษาทราบเนื้อความและอธิบายในคาถานี้อย่างนี้ว่า ก็กองแห่งกิเลสมีกามราคะเป็นต้นนั่นแลนี้ใด ชื่อว่าโอฆะ เพราะอรรถว่าไหลไป ชื่อว่าสมุทร เพราะอรรถว่าฟุ้งขึ้นโดยปริยายแห่งคติอันน่าเกลียด. ข้ามพ้นกองกิเลสนั้น คือโอฆะและสมุทรด้วยการละสมุทัย เพราะความเป็นผู้ข้ามพ้นโอฆะได้แล้ว. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะความเป็นผู้ไม่ถึงความผิดปกติในคำพูดที่ท่านทั้งหลายแม้กล่าวอยู่อย่างนี้ในบัดนี้.

ก็คำว่า ตํ ฉินฺนคนฺถํ อสิตํ อนาสวํ นี้ เป็นคำกล่าวสรรเสริญพระนันทะนั้น. มีอธิบายว่า ชื่อตัดกิเลสเครื่องร้อยรัดได้ขาดแล้ว เพราะความที่คันถะ (เครื่องร้อยรัด) ๔ อย่างถูกตัดขาดได้แล้วด้วยสัจจภาวนาทั้งสี่นี้. ชื่อว่าอันทิฎฐิหรือตัณหาอาศัยไม่ได้แล้ว เพราะความที่ทิฎฐิหรือตัณหาไม่อาศัยแล้วในที่ไหนๆ. ชื่อว่าไม่มีอาสวะ เพราะไม่มีอาสวะทั้งสี่.

บทว่า ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า หรือนักปราชญ์ย่อมประกาศแม้ผู้นั้นว่าเป็นมุนีผู้ขีณาสพ แต่ท่านทั้งหลายผู้ไม่ถูกประกาศ จงกล่าว (ว่าเป็นมุนี) อย่างนี้แล.

คาถาว่า อสมา อุโภ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๘๗๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๒. มุนีสูตร”