เพราะเหตุที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นสิ้นไปแล้ว คือสิ้นไปรอบแล้ว เพราะกระทำพระนิพพานให้แจ้ง หรือเพราะเหตุที่ว่า พระนิพพานนั้นเป็นธรรมชาติสักว่า ไม่บังเกิดขึ้น ดับและสิ้นไปแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้นเหล่านั้น และเพราะเหตุที่พระนิพพานนั้นไม่ประกอบด้วยราคะเป็นต้น ทั้งโดยสัมปโยค ทั้งโดยอารมณ์ หรือเพราะเหตุที่ว่าพระนิพพานนั้นอันพระอริยบุคคลทำให้แจ้งแล้ว กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นก็พลัดพรากออกไปโดยส่วนเดียว คือสำรอกไป ได้แก่กระจัดกระจายไป ฉะนั้นพระนิพพานนั้น ท่านจึงเรียกว่า ขยํ ธรรมเป็นที่สิ้นไป และเรียกว่า วิราคํ ธรรมเป็นที่สำรอกกิเลส.
อนึ่ง เพราะความเกิดขึ้นของพระนิพพานนั้นไม่ปรากฏ ความเสื่อมไปก็ไม่ปรากฏ การเป็นอย่างอื่นแห่งพระนิพพานนั้นซึ่งดำรงอยู่แล้ว ก็ไม่ปรากฏ ฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่านจึงเรียกว่า อมตํ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าไม่เกิด ไม่แก่และไม่ตาย. ก็พระนิพพานนั้นชื่อว่า ปณีตํ เพราะอรรถว่าสูงสุด และเพราะอรรถว่าไม่เร่าร้อน.
สองบทว่า ยทชฺฌคา ความว่า (พระศากยมุนี) ได้ทรงบรรลุแล้วคือว่าทรงประสบแล้ว ได้แก่ได้แล้ว คือทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งพระธรรมใดด้วยกำลังแห่งญาณของพระองค์.
บทว่า สกฺยมุนี ได้แก่ ที่ชื่อว่าสักยะ เพราะประสูติในศากยสกุล ชื่อว่ามุนี เพราะพระองค์ทรงประกอบด้วยโมเนยยธรรม ศากยะนั้นเองเป็นมุนี จึงชื่อว่า ศากยมุนี.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที