สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดซึ่งมีกิเลสอันบังเกิดขึ้นแล้ว ด้วยกลิ่นดิบทั้งหลายเหล่าใด สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่งกว่ากลิ่นดิบทั้งหลายเหล่านั้น แม้ร่างที่ตายแล้วของคนที่หมดกิเลสทั้งหลาย ก็ยังไม่จัดว่ามีกลิ่นเหม็น เพราะฉะนั้น กลิ่นนี้ (คือการฆ่าสัตว์เป็นต้น) จึงเป็นกลิ่นดิบ.

ส่วนเนื้อและโภชนะที่ผู้บริโภคไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้รังเกียจ (คือไม่สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อตน) จัดเป็นสิ่งหาโทษมิได้ เพราะฉะนั้น เนื้อและโภชนะจึงไม่ใช่กลิ่นดิบเลย.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงวิสัชนากลิ่นดิบโดยนัยหนึ่งด้วยเทศนาที่เป็นธรรมาธิษฐานอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพราะเหตุที่สัตว์เหล่านั้นๆ ประกอบด้วยกลิ่นดิบทั้งหลายเหล่านั้นๆ สัตว์ผู้หนึ่งเท่านั้นจะประกอบด้วยกลิ่นดิบทุกอย่างก็หามิได้ และกลิ่นดิบทุกอย่างจะประกอบกับสัตว์ผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้ ฉะนั้น เมื่อจะทรงประกาศกลิ่นดิบเหล่านั้นๆ แก่สัตว์เหล่านั้น เมื่อจะทรงวิสัชนากลิ่นดิบด้วยเทศนาที่เป็นบุคลาธิษฐานก่อนโดยนัยว่า ชนทั้งหลายเหล่าใดในโลกนี้ไม่สำรวมแล้วในกามทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น จึงได้ทรงภาษิตพระคาถา ๒ พระคาถา.

ในบาทพระคาถานั้น คาถาว่า เย อิธ กาเมสุ อสญฺญตา ชนา ความว่า ปุถุชนจำพวกใดจำพวกหนึ่งในโลกนี้ไม่สำรวม เพราะทำลายความสำรวมเสียแล้วในกามทั้งหลาย กล่าวคือการเสพกามโดยการเว้นเขตแดนในชนทั้งหลายมีมารดาและน้าสาวเป็นต้น.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๘,๐๒๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. อามคันธสูตร”