พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความเสื่อมแห่งปัญญา และความเสื่อมแห่งสุตะของชนทั้งหลายผู้ประมาทอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงการบรรลุสาระทั้งสองประการนั้นแห่งบุคคลผู้ไม่ประมาทแล้วทั้งหลาย จึงตรัสว่า ธมฺเม จ เย ฯเปฯ สารมชฺฌคู ดังนี้.
ในบรรดาคำเหล่านั้น ธรรมคือสมถะและวิปัสสนา ชื่อว่าธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้ว. จริงอยู่ พระพุทธเจ้าแม้สักพระองค์หนึ่งไม่ทรงแสดงธรรม คือสมถะและวิปัสสนาแล้ว ชื่อว่าปรินิพพานย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น นรชนเหล่าใดยินดีแล้วในธรรมนี้แลที่พระอริยเจ้าประกาศแล้ว นรชนเหล่านั้นเป็นผู้มีความยินดีออกแล้ว จัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้มีความเพียรติดต่อ จึงเป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลายที่เหลือ ด้วยวาจา ด้วยใจ และด้วยกาย
คือว่า นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ ได้แก่ไม่มีใครเสมอเหมือน คือเป็นผู้เลิศเป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่าสัตว์ที่เหลือทั้งหลายด้วยวาจา ด้วยใจ และด้วยกาย เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยวจีสุจริต ๔ มโนสุจริต ๓ กายสุจริต ๓.
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงศีลอันสัมปยุตด้วยอริยมรรคซึ่งมีศีลเป็นเบื้องต้น นรชนเหล่านั้นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้วอย่างนี้ ดำรงอยู่แล้วในสันติ โสรัจจะและสมาธิ จึงชื่อว่าเป็นผู้บรรลุสาระธรรมแห่งสุตะและปัญญา นรชนเหล่าใดยินดีแล้วในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้ว นรชนเหล่านั้นจะเป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ที่เหลือทั้งหลายด้วยวาจาเป็นต้นอย่างเดียวก็หามิได้ แต่โดยที่แท้แล บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นผู้ดำรงอยู่แล้วในสันติและโสรัจจะและในสมาธิ คือว่าเป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งสารธรรม คือว่าเป็นผู้เข้าถึงแล้ว (ซึ่งสารธรรม) แห่งสุตะและปัญญาเท่านั้นเป็นคำที่ถูกต้องตามความประสงค์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที