คือว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้มีความต้องการ ได้แก่ผู้ต้องการรูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะ อาศัยคืออิงอาศัย ได้แก่เป็นผู้แอบแนบซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้น ย่อมดำรงอยู่ได้ด้วยตัณหาใด ขอเธอทั้งหลายจงข้าม คือว่าจงข้ามพ้นซึ่งตัณหานั้น ได้แก่ตัณหาในภพและในโภคะ ที่ชื่อว่าซ่านไป เพราะเป็นธรรมชาติที่แผ่ซ่าน กว้างขวางลุ่มลึก และไพศาลในอารมณ์ทั้งหลายมีประการต่างๆ ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย คือว่าขณะแห่งการบำเพ็ญสมณธรรมของท่านทั้งหลายนี้ อย่าได้ผ่านไปเสีย เพราะว่าขณะเห็นปานนี้นี่แหละของชนทั้งหลายเหล่าใดผ่านพ้นไป และชนทั้งหลายเหล่าใดผ่านพ้นขณะนี้ไปเสีย ชนทั้งหลายเหล่านั้นคือผู้ล่วงขณะไปเสียนั้นแล ยัดเยียดกันอยู่ในนรก ย่อมเศร้าโศก คือว่าดำรงอยู่ในอบายแม้ทั้ง ๔ ที่รู้กันว่านรก เพราะอรรถว่าหาความสุขใจมิได้. ย่อมเศร้าโศกโดยนัยว่า กรรมดี พวกเรามิได้ทำไว้เลยดังนี้เป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นอุตสาหะและสลดใจอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงติเตียนการที่ภิกษุเหล่านั้นอยู่ด้วยความประมาทนั้น แล้วให้ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปเทียวดำรงอยู่ในความไม่ประมาท จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ปมาโท รโช ดังนี้เป็นต้น.

โดยสังเขป ความอยู่ปราศจากสติ ชื่อว่าความประมาทในคาถานั้น ความประมาทนั้น ชื่อว่าเป็นธุลี เพราะอรรถว่าเป็นมลทินของจิต ธุลีนั้นติดตามซึ่งความประมาทนั้น ความผิดซึ่งติดตามความประมาทเกิดขึ้นเพราะความประมาทติดตามมาก็คือความประมาทนั้นเอง ความประมาทแม้นั้นชื่อว่าเป็นธุลี ด้วยว่าแต่ไหนแต่ไรมา ชื่อว่าความประมาทที่ไม่เป็นธุลีไม่มีเลย.

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอรรถอะไรไว้ ด้วยบทว่า ปมาโท นั้น.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๘,๓๖๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. อุฏฐานสูตร”