บทที่เหลือเป็นคำสรรเสริญของพราหมณ์นั้น ผู้นั้นเป็นผู้ก้าวล่วงธรรมดำและธรรมขาว อันได้แก่บาปและบุญได้แล้วและเป็นผู้คงที่ ฉะนั้น พราหมณ์จึงสรรเสริญอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

ก็เพราะญาณท่านเรียกว่า โมนะ ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ยา ปญฺญาปชานนา ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิ เตน ญาเณน สมนฺนาคโต มุนิ๘- มุนีประกอบด้วยปัญญาความรู้ ฯลฯ สัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สี่ด้วยคาถาว่า อสตญฺจ ธรรมของอสัตบุรุษ ดังนี้. ____________________________ ๘- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๖๗

บทนั้นมีความดังนี้

ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและสัตบุรุษทั้งที่เป็นอกุศลและกุศลในโลกทั้งปวงนี้คือในภายในและภายนอกดำรงอยู่ ล่วงคือก้าวล่วงธรรมอันเป็นเครื่องข้อง ๗ อย่างโดยประเภทมีราคะเป็นต้น และข่ายสองอย่างโดยประเภทคือตัณหาและทิฏฐิ เพราะผู้นั้นได้รู้แล้ว ท่านกล่าวผู้นั้นว่าเป็นมุนี เพราะประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องค้นคว้าอันได้แก่โมนะนั้น.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๘,๖๘๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๖. สภิยสูตร”