แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บุคคลปรารภสังขารทั้งหลาย. ที่นับได้ว่าน้ำเมา คือสุราและเมรัยจึงงดเว้นจากที่ตั้งแห่งความประมาท คือการดื่มกินน้ำเมาคือสุราและเมรัย. บุคคลปรารภบรรดาสัตว์และสังขารเฉพาะที่ตนพึงลักและพึงหักราน จึงงดเว้นจากอทินนาทานและมุสาวาท. ปรารภสัตว์อย่างเดียว จึงงดเว้นจากปาณาติบาตและอพรหมจรรย์.

อาจารย์นอกจากนั้นมีความเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลเมื่อคิดอย่างหนึ่ง ก็ทำเสียอย่างหนึ่ง ละสิ่งใดก็ไม่รู้สิ่งนั้น ดังนี้ เมื่อไม่ต้องการ [อย่างนั้น] จึงกล่าวว่า บุคคลละสิ่งใดก็ปรารภสิ่งนั้น คือ อกุศลกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้นของตนนั่นแล จึงงดเว้น.

คำนั้นไม่ถูก เพราะเหตุไร

เพราะสิ่งนั้นไม่มีอารมณ์ปัจจุบัน และไม่มีอารมณ์ภายนอก. จริงอยู่ ในบาลีวิภังค์แห่งสิกขาบททั้งหลาย ท่านถามว่า สิกขาบททั้ง ๕ เป็นกุศลเท่าไร ฯลฯ เป็นอรณะเท่าไร แล้วในการตอบปัญหาที่ดำเนินไปอย่างนี้ว่า กุศลทั้งหลายประกอบด้วยสุขเวทนาก็มี จึงกล่าวถึงความที่ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน และอารมณ์ภายนอกอย่างนี้ว่ามีอารมณ์เป็นปัจจุบัน มีอารมณ์ภายนอก คำนั้นย่อมไม่ถูกสำหรับคนที่ปรารภอกุศลธรรม มีปาณาติบาตเป็นต้นของตน. ในคำที่ว่า บุคคลคิดอย่างหนึ่ง ทำเสียอย่างหนึ่ง และละสิ่งใดก็ไม่รู้สิ่งนั้น ขอกล่าวชี้แจง ดังนี้ บุคคลกำลังปฏิบัติโดยทำกิจให้สำเร็จ ใครจะกล่าวว่า คิดอย่างหนึ่ง ทำเสียอย่างหนึ่ง หรือว่า ละสิ่งใด ไม่รู้สิ่งนั้น ดังนี้ย่อมไม่ได้

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๘๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. สิกขาบท ๑๐”