วันหนึ่ง นายพรานช้างเห็นกิริยานั้นแล้ว คิดว่า “เราล้มช้างเหล่านี้ได้โดยยาก, ก็ในกาลไปและมา ช้างเหล่านี้ย่อมจบพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย, มันเห็นอะไรหนอ? จึงจบ,” กำหนดได้ว่า “เห็นผ้ากาสาวะ” ดังนี้แล้ว ดำริว่า “บัดนี้ แม้เราได้ผ้ากาสาวะย่อมควร,” เมื่อพระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่งลงไปสู่ชาตสระ ๑- สรงน้ำอยู่ วางผ้ากาสาวะทั้งหลายไว้ที่ริมฝั่ง, จึงลักจีวรไป จับหอกนั่งคลุมโปง ๒- อยู่ริมหนทางที่ช้างเหล่านั้นไปมา. ____________________________ ๑- ชาตสระ สระที่เป็นของไม่มีใครขุดทำ ๒- สสีสํ ปารุปิตฺวา.
หมู่ช้างเห็นเขาแล้วจึงจบ ด้วยสำคัญว่า “พระปัจเจกพุทธะ” แล้วก็ผ่านไป. นายพรานช้างนั้นเอาหอกพุ่งถูกช้างตัวไปข้างหลัง ช้างเหล่านั้นทั้งหมดให้ตายแล้ว ถือเอาส่วนต่างๆ มีงาเป็นต้น ฝังส่วนที่เหลือในแผ่นดินแล้วไป.
ในกาลต่อมา พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดช้าง ได้เป็นหัวหน้าช้าง เป็นนายโขลง. ถึงในกาลนั้น นายพรานช้างนั้นก็คงทำอยู่อย่างนั้น. พระมหาบุรุษทราบความหมดสิ้นไปแห่งบริษัทของตน จึงถามว่า “ช้างเหล่านี้ไปไหน? จึงเบาบางไป,” เมื่อเหล่าช้างนั้นตอบว่า “ไม่ทราบ นาย” คิดว่า “ช้างทั้งหลายจะไปไหนไม่บอกเรา (ก่อน) จักไม่ไป, อันตรายพึงมี” นึกสงสัยว่า “อันตรายถึงมีแต่สำนักแห่งบุรุษผู้นั่งคลุมผ้ากาสาวะในที่แห่งหนึ่ง,” เพื่อจะจับบุรุษนั้น จึงส่งช้างทั้งหมดล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตนมาล้าหลัง, นายพรานช้างนั้น เมื่อช้างที่เหลือจบแล้วเดินไป, เห็นพระมหาบุรุษกำลังเดินมาจึงม้วนจีวรพุ่งหอกไป.
พระมหาบุรุษคุมสติเดินมา ถอยกลับไปข้างหลังหลบหอกแล้ว. ทีนั้น จึงวิ่งแปร้นเข้าไป เพื่อจะจับนายพรานช้างนั้น ด้วยสำคัญว่า “เจ้าคนนี้ ให้ช้างของเราฉิบหายแล้ว.” นายพรานช้างนอกนี้ แอบบังต้นไม้ต้นหนึ่ง. ทีนั้น พระมหาบุรุษเอางวงรวบเขาพร้อมกับต้นไม้ หมายใจว่า “จักจับฟาดลงที่แผ่นดิน.”
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที