ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีคาถา
  10. /
  11. ติงสนิบาต
  12. /
  13. สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา

สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๔๗๒ · บรรทัด ๙๙๒๗

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๔. ติงสนิบาต

๑. สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา

ภาษิตของพระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรี

พระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรี(ได้เปล่งอุทานด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๓๖๘]

นักเลงเจ้าชู้คนหนึ่งได้ยืนขวางกั้นพระสุภาภิกษุณี

ซึ่งกำลังเดินไปสวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจที่น่ารื่นรมย์

พระสุภาภิกษุณีได้พูดกับชายนักเลงเจ้าชู้นั้นว่า

[๓๖๙]

ฉันประพฤติผิดอะไรต่อท่านหรือ จึงมายืนขวางกั้นฉันไว้

ท่านผู้อาวุโส ชายไม่ควรถูกต้องหญิงนักบวชเลย

[๓๗๐]

เพราะเหตุไร ท่านจึงยืนขวางกั้นดิฉันผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุยั่วยวน

มีส่วนบริสุทธิ์ด้วยสิกขาที่พระสุคตทรงแสดงไว้

ในศาสนาที่ควรเคารพแห่งพระศาสดาของดิฉัน

[๓๗๑]

เพราะเหตุไร ท่าน จึงมีจิตขุ่นมัว มีจิตมีกิเลสดุจธุลี

มายืนขวางกั้นฉันผู้มีจิตไม่ขุ่นมัว

ปราศจากกิเลสเป็นเหตุยั่วยวน

มีจิตหลุดพ้นในเบญจขันธ์ทั้งปวง

(นักเลงเจ้าชู้กล่าวตอบด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๓๗๒]

แม่นางยังสาว ทั้งสวยไม่ทรามเลย

บรรพชาจักทำประโยชน์อะไรให้แม่นางได้ โปรดทิ้งผ้ากาสายะเสีย

มาสิ เรามารื่นรมย์กันในป่าที่มีดอกไม้บานสะพรั่งเถิด

[๓๗๓]

และหมู่ไม้ถูกลมพัดเอาละอองเกสรดอกไม้ฟุ้งขึ้น

ก็โชยกลิ่นหอมตลบไปทั่ว ฤดูนี้ เป็นต้นฤดูฝนน่าสบาย

มาสิ เรามารื่นรมย์กันในป่าที่มีดอกไม้บานสะพรั่ง

[๓๗๔]

อนึ่ง ต้นไม้ทั้งหลายมีดอกบานแล้ว

ต้องลมไหวระริก ดุจจะมีเสียงครวญอยู่

แม่นางจักมีความยินดีอะไร

ถ้าแม่นางจักเข้าป่าเพียงผู้เดียว

[๓๗๕]

ป่าใหญ่มีหมู่สัตว์ร้ายอาศัยอยู่

คลาคล่ำไปด้วยช้างพลายตกมัน

และช้างพัง ไม่มีผู้คน น่าสะพรึงกลัว

แม่นางไม่มีเพื่อน ยังปรารถนาจะเข้าไปหรือ

[๓๗๖]

แม่นางงามไม่มีใครเปรียบ

แม่นางท่องเที่ยวไป

เหมือนตุ๊กตาที่นายช่างผู้ชาญฉลาดทำแล้วด้วยทองคำสีสุก

งดงามด้วยผ้าสวยเนื้อละเอียดของแคว้นกาสี

ดังเทพอัปสรเที่ยวไปในสวนจิตรลดาเชียวละ

[๓๗๗]

ถ้าเราทั้งสองได้อยู่ร่วมกันในกลางป่า

ฉันจะยอมอยู่ในอำนาจของแม่นาง

แม่นางผู้มีดวงตาหยาดเยิ้มดังกินรี

เพราะคนที่น่ารักกว่าแม่นางสำหรับฉันไม่มีเลย

[๓๗๘]

ถ้าแม่นางเชื่อฉัน ก็จะมีความสุข

มาสิ มาครองเรือนกัน

แม่นางจะได้อยู่บนปราสาทที่ปราศจากลมพัด

หญิงทั้งหลายจะคอยรับใช้แม่นาง

[๓๗๙]

แม่นาง จงนุ่งห่มผ้าเนื้อละเอียดของแคว้นกาสี

จงตกแต่งร่างกาย สวมมาลัย ลูบไล้ประเทืองผิว

ฉันจะทำเครื่องประดับต่างๆ มากชนิด

ที่เป็นทองคำแก้วมณีและมุกดาให้แม่นาง

[๓๘๐]

แม่นางขึ้นที่นอนใหญ่ใหม่เอี่ยม มีค่ามาก

สวยงามปูด้วยผ้าโกเชาว์ขนยาวและผ้าสำลี

คลุมด้วยผ้าที่ซักสะอาดแล้ว

ตกแต่งด้วยแก่นจันทน์มีกลิ่นหอม

[๓๘๑]

ดอกอุบลโผล่พ้นน้ำ ไม่มีมนุษย์ชมแล้วฉันใด

แม่นางเป็นสาวพรหมจารีก็ฉันนั้น

เมื่อส่วนเรือนร่างของแม่นางยังไม่มีใครเชยชมเลย

แม่นางก็จักถึงความชราร่วงโรยไปเสียเปล่าๆ

(พระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีถามว่า)

[๓๘๒]

ในร่างกายที่จะต้องแตกสลายเป็นธรรมดา

ซึ่งเต็มไปด้วยซากศพ

รังแต่จะรกป่าช้านี้ มีอะไรที่ท่านเข้าใจว่าเป็นสาระ

เพราะเห็นสิ่งใด จึงเกิดติดใจ ขอท่านโปรดบอกสิ่งนั้นมาเถิด

(นักเลงเจ้าชู้ตอบว่า)

[๓๘๓]

เพราะเห็นดวงตาของแม่นาง เสมือนดวงตาลูกเนื้อทราย

และเสมือนดวงตากินรีที่เที่ยวอยู่ตามไหล่เขา

ความใคร่ความยินดีของฉันยิ่งกำเริบ

[๓๘๔]

เพราะเห็นดวงตาของแม่นางอุปมาดังปลายดอกอุบล

ดวงหน้าของแม่นางไร้ไฝฝ้าเรืองรองดังดวงหน้ารูปทองคำ

ความใคร่ความปรารถนาของฉันก็ยิ่งกำเริบ

[๓๘๕]

แม่นางผู้มีดวงตาบริสุทธิ์มีขนตายาว

แม้ฉันจะไปไกลแสนไกล

ก็จะยังคงระลึกถึงดวงตาทั้งคู่ของแม่นางเท่านั้น

แม่นางผู้มีดวงตาหยาดเยิ้มดังกินรี

เพราะว่าสิ่งอะไรอื่นที่น่ารักกว่าดวงตาของแม่นางสำหรับฉันไม่มีเลย

(พระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีกล่าวตอบว่า)

[๓๘๖]

ท่านปรารถนาดิฉันผู้เป็นธิดาของพระพุทธเจ้า

นับว่าปรารถนาจะเดินทางผิด

แสวงหาดวงจันทร์เอาเป็นของเล่น

ต้องการจะกระโดดขึ้นภูเขาสิเนรุ

[๓๘๗]

เพราะว่า ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก

บัดนี้ ดิฉันไม่มีความกำหนัดเลย

ความกำหนัดนั้น ดิฉันไม่รู้ดอกว่าเป็นเช่นไร

เพราะมันถูกดิฉันกำจัดเสียแล้วพร้อมทั้งรากด้วยอริยมรรค

[๓๘๘]

ความกำหนัดนั้นดิฉันยกออกแล้ว

เหมือนลมหอบเอาเชื้อเพลิงออกจากหลุมถ่านเพลิง

ถูกทำให้พินาศไปแต่ยอด เหมือนยกภาชนะที่ตกลงในยาพิษออกไป

ความกำหนัดนั้น ดิฉันไม่รู้ดอกว่าเป็นเช่นไร

เพราะมันถูกดิฉันกำจัดเสียแล้วพร้อมทั้งรากด้วยอริยมรรค

[๓๘๙]

หญิงใดไม่พิจารณาเบญจขันธ์ หรือไม่เข้าเฝ้าพระศาสดา

เชิญท่านประเล้าประโลมหญิงเช่นนั้นเถิด

ท่านนั้นจะต้องเดือดร้อน

เพราะอาศัยสุภาภิกษุณีผู้รู้ตามความเป็นจริงนี้

[๓๙๐]

เพราะสติของดิฉันมั่นคง

ไม่ว่าในการด่า การไหว้ สุขและทุกข์

เพราะรู้ว่าสังขารที่ปัจจัยปรุงแต่งเป็นของไม่งาม

ใจดิฉันจึงไม่ติดอยู่ในภพ ๓ ทั้งสิ้นเลย

[๓๙๑]

ดิฉันนั้นเป็นสาวิกาของพระสุคต

ดำเนินไปด้วยยานคืออริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘

ถอนกิเลสดุจลูกศรเสียแล้ว ไม่มีอาสวะ

ยินดีอยู่แต่ในเรือนว่าง

[๓๙๒]

รูปภาพที่ทำด้วยไม้หรือใบลานที่เขาบรรจงเขียนไว้สวยงาม

อันเขาผูกไว้ด้วยด้ายและตรึงไว้ด้วยตะปู

ทำให้เหมือนกับจะฟ้อนรำได้ต่างๆ ดิฉันเห็นมาแล้ว

[๓๙๓]

เมื่อรูปนั้นถูกรื้อออก ปลดด้ายและตะปูออก

ก็บกพร่อง กระจัดกระจาย

แยกออกเป็นชิ้นๆ ไม่พึงได้สภาพที่ชื่อว่ารูป

บุคคลจะพึงเอาใจจดจ่อในรูปนั้นทำไม

[๓๙๔]

ร่างกายของดิฉันนี้ ก็เปรียบด้วยรูปภาพนั้น

เว้นจากธรรม ๑- เหล่านั้นเสีย ก็เป็นไปไม่ได้

ร่างกายเว้นจากธรรม ๑- ทั้งหลายเสีย ก็เป็นไปไม่ได้

บุคคลจะพึงเอาใจจดจ่อในร่างกายนั้นทำไม

[๓๙๕]

เหมือนบุคคลได้เห็นภาพจิตรกรรม

ที่จิตรกรระบายด้วยหรดาล

ทำไว้ที่ฝาผนัง ในจิตรกรรมนั้น ท่านก็ยังเห็นวิปริต

ความสำคัญว่ามนุษย์ของท่านก็ไร้ประโยชน์

[๓๙๖]

คนบอด ท่านยังจะเข้าไปยึดอัตภาพที่ว่างเปล่า

เหมือนภาพลวงตาที่ปรากฏต่อหน้า

เหมือนต้นไม้ทองในความฝัน เหมือนรูปของมายากลที่นักเล่นกล

แสดงท่ามกลางฝูงชนว่าเป็นของจริง

[๓๙๗]

ฟองเป็นดังฟองน้ำที่อยู่กลางดวงตานั้น

มีน้ำตา มีมูลตา เกิดที่ดวงตานั้น

และส่วนของดวงตาต่างๆ ก็มารวมกัน

เหมือนก้อนครั่งที่อยู่ตามโพรงไม้

@เชิงอรรถ :

@๑ เว้นจากธาตุมีปฐวีธาตุเป็นต้น และเว้นจากอวัยวะมีจักษุเป็นต้น ร่างกายเว้นจากธาตุและอวัยวะนี้ย่อม

@เป็นไปไม้ได้ (ขุ.เถรี.อ. ๓๙๔/๓๒๓)

[๓๙๘]

พระสุภาเถรีมีดวงตางามและมีใจไม่ข้องไม่ติดในดวงตานั้น

ก็ควักดวงตาออกจากเบ้าตา

ส่งมอบให้ชายเจ้าชู้ผู้นั้นทันที

พร้อมกับกล่าวว่า

เชิญนำดวงตานั้นไปเถิด

เพราะเรามอบให้ท่านแล้ว

[๓๙๙]

ทันใดนั้นเอง ความกำหนัดในดวงตานั้น

ของนักเลงเจ้าชู้นั้นก็หายไป

และเขาขอขมาพระเถรีนั้นด้วยคำว่า

ข้าแต่แม่นางผู้ประพฤติพรหมจรรย์

ขอความสวัสดีพึงมีแก่แม่นางเถิด

ความประพฤติอนาจารเช่นนี้จักไม่มีต่อไปอีกละ

(พระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีกล่าวว่า)

[๔๐๐]

ท่านกระทบกระทั่งคนเช่นดิฉันนี้

ก็เหมือนกอดกองไฟที่ลุกโชน

เหมือนจับงูมีพิษร้าย

ท่านขอโทษดิฉัน พึงมีความสวัสดีได้บ้าง

[๔๐๑]

ภิกษุณีนั้นพ้นจากนักเลงเจ้าชู้นั้นแล้ว

ได้ไปยังสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ

ได้ชมบุญลักษณะอันประเสริฐ

จักษุก็กลับเป็นปกติเหมือนอย่างเดิม

ติงสนิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๕. สุภากัมมารธีตาเถรีคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖ติงสนิบาตหัวข้อถัดไปอิสิทาสีเถรีคาถา