ในกาลนั้น เราเป็นท้าวเทวราชมีนามว่าวรุณะ พรั่งพร้อมด้วยยาน พลทหารและพาหนะ บำรุงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระโลกนาถทรงพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ เสด็จนิพพานแล้ว เราได้นำเอาดนตรีทั้งปวงไปประโคมไม้โพธิ์อันอุดม เราประกอบด้วยการประโคม การฟ้อนรำและกังสดาลทุกอย่าง บำรุงไม้โพธิ์พฤกษ์อันอุดม ดังบำรุงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์.
ครั้นบำรุงโพธิพฤกษ์อันงอกขึ้นที่ดิน ดื่มรสด้วยรากนั้นแล้วนั่งคู้บัลลังก์ แล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั่นเอง เราปรารภในกรรมของตน เลื่อมใสในโพธิพฤกษ์อันอุดม ได้อุบัติยังชั้นนิมมานรดี ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ดนตรีหกหมื่นแวดล้อมเราทุกเมื่อ เป็นไปในภพน้อยภพใหญ่ทั้งในมนุษย์และเทวดา ไฟ ๓ กองของเราดับแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นได้แล้ว เราทรงกายสุดท้ายในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ๓๔ พระองค์มีพระนามว่าสุพาหุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระสีวลีเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทานด้วยกำลังแห่งปีติ ได้กล่าวคาถาว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที