อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สนฺติเก ก็มี.

อธิบายว่า ผู้ที่มีความจะกละในอาหารนั้น ย่อมต้องขวนขวายหาลาภสักการะเที่ยวไป อาหารจึงชื่อว่ามีอยู่ในใจของผู้นั้น เพราะต้องใส่ใจถึงอยู่เนืองๆ. ส่วนผู้ใดรู้เท่าทัน (ควบคุม) อาหารได้ ผู้นั้นชื่อว่าละฉันทราคะในอาหารนั้นได้แล้ว อาหารชื่อว่าไม่มีอยู่ในใจของผู้นั้น เพราะไม่มีการกระทำไว้ในใจมีอาทิว่า ทำอย่างไรหนอ ถึงจะได้อาหารดังนี้โดยแท้ เพราะใส่ใจถึงปัญหายอกย้อนอันจะมีขึ้นว่า ก็ถ้าท่านไม่มีความใคร่ในชีวิตและความอยากในรสอาหารไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ท่านจึงเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ดังนี้ พระเถระจึงกล่าวว่า ร่างกายจะดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร จึงได้เที่ยวแสวงหาอาหารโดยทางที่ชอบ.

อาหาร คือโภชนะเป็นที่ตั้ง คือเป็นฐานได้แก่เป็นปัจจัยของร่างกายนั้น เพราะเหตุนั้น ร่างกายจึงชื่อว่าอาหารัฏฐิติกะ มีอาหารเป็นที่ตั้ง. อธิบายว่า การสั่งสม คือร่างกาย มีความเป็นไปเนื่องด้วยอาการ เพราะเราเห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้จึงยกเอาความข้อนี้ไว้ในสมอง ต้องเที่ยวแสวงหา คือทำการแสวงหาอาหาร.

พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ท่านไม่ควรคิดในคนเช่นเราอย่างนี้ว่าเข้าไปสู่สกุลเพราะปัจจัยเป็นเหตุ และถูกลาภสักการะคือการกราบไหว้บูชาในสกุลนั้นผูกมัดไว้ จึงได้กล่าวคาถาว่า ปงฺโก (การไหว้การบูชาในตระกูลเป็นเปลือกตม).

เล่มที่ ๒๖ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถร-เถรีคาถา๓,๓๘๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา”