บทว่า มาสาเทสิ ตถาคเต ความว่า ท่านอย่าเข้าประเล้าประโลมด้วยความดูหมิ่น และด้วยอำนาจกิเลสซึ่งพระอริยสาวกผู้ดำเนินไปอย่างนั้นด้วยมีมรรคผลเป็นที่มา เป็นอย่างนั้นคือโดยประการนั้น เหมือนปกติสัตว์ให้ยินดีว่า พุทธสาวกในปางก่อน มาด้วยความถึงพร้อมด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัยฉันใด หรือว่าพุทธสาวกเหล่านั้นไปคือดำเนินไปด้วยการปฏิบัติชอบฉันใด อนึ่งมาถึง คือบรรลุ ได้แก่หยั่งรู้ลักษณะอันถ่องแท้แห่งรูปธรรมและนามธรรม และธรรมอันถ่องแท้คืออริยสัจฉันใด แม้ชนเหล่านี้ก็ฉันนั้น.
ท่านกล่าวเหตุแห่งความเป็นผู้ไม่ประเล้าประโลมยินดีว่า พระอริยสาวกย่อมไม่กำหนัดยินดีแม้ในสวรรค์ จะป่วยกล่าวไปไยถึงพวกมนุษย์เล่า ดังนี้.
อธิบายว่า พุทธสาวกเหล่านั้นย่อมไม่กำหนัดยินดีในสุข แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าไม่สามารถให้สิ้นลงได้ด้วยการบอกทางก็ดี ในสวรรค์ก็ดี คือย่อมยังราคะให้เกิด เพราะเห็นโทษในสังขารทั้งหลายดีแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณอันเป็นของมนุษย์ อันเป็นเสมือนกองคูถ คือไม่จำต้องกล่าวถึงเลยว่า ไม่กำหนัดยินดีในกามคุณนั้น.
บทว่า เย จ โข ความว่า ก็ชนเหล่าใด ชื่อว่าเป็นพาล เพราะประกอบด้วยความเป็นพาล. ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาทราม เพราะไม่มีปัญญาอันมีโอชะเกิดแต่ธรรม. ชื่อว่าผู้มีความคิดชั่ว เพราะครุ่นคิดแต่สิ่งที่ชั่วโดยตามเห็นในสิ่งที่ไม่งามว่างาม. ชื่อว่าถูกโมหะครอบงำ เพราะเป็นผู้มีจิตถูกโมหะ คือความไม่รู้ปิดบังไว้โดยประการทั้งปวง.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที