เวลานั้นพระวิหารเวฬุวันนั้นมีดอกไม้บานสะพรั่งมีภมรนานาชนิดบินเวียนว่อนส่งเสียงร้องประกอบด้วยเพลงขับกล่อมของนกดุเหว่าอีก เหล่านกก็ร่ายรำแพนเงียบเสียงไม่พลุกพล่านประดับด้วยที่จงกรมต่างๆ สร้างด้วยกุฏิและมณฑป อร่ามด้วยพระผู้พากเพียรที่ประเสริฐ เมื่อข้าพเจ้าเที่ยวไปได้รู้สึกว่าเป็นกำไรนัยน์ตาของข้าพเจ้าแท้ๆ.

แม้ในพระเวฬุวันนั้น ข้าพเจ้าก็ได้เห็นภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่แล้วคิดไปว่าภิกษุรูปนี้ยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นมีรูปร่างน่ารัก ปฏิบัติดีอยู่ในพระเวฬุวันที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้ เหมือนฤดูใบไม้ผลิ ภิกษุนี้ศีรษะโล้น ห่มผ้าสองชั้น นั่งอยู่ที่โคนไม้ ละความยินดีที่เกิดแต่อารมณ์ เจริญฌานอยู่ ธรรมดาคฤหัสถ์ควรจะบริโภคกามตามความสุข ต่อแก่จึงควรประพฤติธรรมอันเจริญงอกงามนี้ในภายหลัง

ข้าพเจ้าสำคัญว่าพระคันธกุฎีที่ประทับแห่งพระชินเจ้าดังดวงอาทิตย์อุทัย ประทับนั่งทรงสำราญพระองค์เดียว มีสาวสวยถวายงานพัดอยู่ ครั้นแล้วจึงดำริอย่างนี้ว่า สมณะปอนรูปนี้มิใช่องค์พระนราสภ หญิงสาวคนนั้นมีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทอง มีดวงตางามดังดอกบัว ริมฝีปากแดงดังผลมะพลับสุก ชำเลืองแต่น้อยเป็นที่ซาบซึ้งตรึงใจและนัยน์ตา แขนแกว่งดั่งชิงช้าทอง ดวงหน้างาม ถันทั้งคู่เต่งตั่งดังดอกบัวตูม มีเอวองค์กลมกลึงตะโพกผึ่งผาย ลำขาน่ายินดี มีเครื่องแต่งกายสวย เครื่องประดับสีแดงแวววาว นุ่งผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเขียว มีรูปสมบัติชมไม่รู้อิ่ม ประดับด้วยสรรพาภรณ์

ข้าพเจ้าเห็นหญิงสาวนั้นแล้วก็คิดอย่างนี้ว่า โอ หญิงสาวคนนี้รูปงามเหลือเกิน ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นด้วยนัยน์ตานี้ ไม่ว่าในครั้งไหนๆ เลย

เล่มที่ ๒๖ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถร-เถรีคาถา๖,๗๖๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. เขมาเถรีคาถา”