พระเจ้ากรุงโกศลทรงรับว่า ตกลง ครั้นถึงวันที่เจ็ด พระเทวีประสูติพระโอรส ก็ในวันขนานพระนาม มหาชนได้ขนานพระนามพระโอรสว่าอลีนจิตราชกุมาร เพราะพระโอรสทรงบันดาลให้จิตท้อแท้ของมหาชนมีขวัญดีขึ้น ตั้งแต่วันที่พระโอรสประสูติ ชาวพระนครของพระองค์ก็สู้รบกับพระเจ้ากรุงโกศล เพราะขาดผู้นำ แม้จะมีกำลังต่อสู้มากมายเพียงไร เมื่อต่อสู้ไปก็ถอยกำลังลงทีละน้อยๆ. พวกอำมาตย์พากันกราบทูลความนั้นแด่พระเทวี แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เมื่อกำลังลดถอยลงอย่างนี้ พวกข้าพเจ้าเกรงว่าจะแพ้สงคราม มงคลหัตถีสหายของพระราชา มิได้รู้ว่าพระราชาสวรรคต พระโอรสประสูติ และพระเจ้ากรุงโกศลเสด็จมาทำสงคราม พวกข้าพเจ้าจะบอกให้พญาช้างนั้นรู้ดีไหม พระเจ้าข้า.

พระเทวีรับสั่งว่า ดีแล้ว จึงตกแต่งพระโอรสให้บรรทมเหนือพระอู่ บุด้วยภูษาเนื้อดี เสด็จลงจากปราสาทมีหมู่อำมาตย์แวดล้อม เสด็จถึงโรงพญาช้าง ให้พระโพธิสัตว์บรรทมใกล้ๆ พญาช้าง แล้วตรัสว่า ดูก่อนพญามงคลหัตถี พระสหายของท่านสวรรคตเสียแล้ว พวกข้าพเจ้ามิได้บอก เพราะเกรงว่าท่านจะหัวใจแตกทำลาย นี่คือพระราชโอรสแห่งพระสหายของท่าน พระเจ้าโกศลเสด็จมาล้อมพระนคร ต่อสู้กับพระโอรสของท่าน ไพร่พลหย่อนกำลัง ท่านอย่าปล่อยให้พระโอรสของท่านตายเสียเลย จงยึดราชสมบัติถวายแก่เธอเถิด.

ขณะนั้น พญามงคลหัตถีก็เอางวงลูบคลำพระโพธิสัตว์ แล้วยกขึ้นประดิษฐานไว้เหนือกระพอง ร้องไห้คร่ำครวญ แล้วจึงวางพระโพธิสัตว์ให้บรรทมบนพระหัตถ์ของพระเทวี แล้วออกจากโรงช้างไป หมายใจว่า จักจับพระเจ้ากรุงโกศล.

ลำดับนั้น พวกอำมาตย์จึงสวมเกราะ ตกแต่งพญาช้าง เปิดประตูพระนคร พากันห้อมล้อมพญาช้างนั้นออกไป. พญามงคลหัตถี ครั้นออกจากพระนครแล้ว ก็แผดเสียงโกญจนาถ ยังมหาชนให้หวาดสะดุ้งพากันหนี ทำลายค่ายข้าศึก คว้าพระเมาลีพระเจ้ากรุงโกศลไว้ได้ แล้วพามาให้หมอบลง ณ บาทมูลของพระโพธิสัตว์. ครั้นหมู่ทหารเข้ารุมล้อมเพื่อฆ่าพระเจ้ากรุงโกศล พญาช้างก็ห้ามเสีย แล้วถวายโอวาทว่า ตั้งแต่นี้ไป พระองค์อย่าประมาท อย่าสำคัญว่าพระกุมารนี้ยังเป็นเด็ก แล้วจึงกลับไป.

เล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑๑,๔๘๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๖. อลีนจิตตชาดก”