ต่อมาไม่นานนัก พระราชาก็ทรงถอดปุโรหิตเสียจากฐานันดรศักดิ์ ปุโรหิตนั้นจึงไปยังสำนักของหญิงคณิกานั้น ถามว่าเพราะเหตุไรท่านจึงได้ตำแหน่งคืน. ลำดับนั้น หญิงคณิกาจึงบอกว่า เพราะดิฉันลอยกลีโทษ บนสรีระของคนกาลกรรณีในพระราชอุทยาน. ปุโรหิตจึงไปลอยกลีโทษ บนสรีระของท่านกีสวัจฉดาบส อย่างนั้นเหมือนกัน พระราชาก็กลับทรงสถาปนาแม้ปุโรหิตนั้นไว้ในฐานันดรอีก.

ในเวลาต่อมา ปลายพระราชอาณาเขตของพระเจ้าทัณฑกีราชนั้นเกิดจลาจล ท้าวเธอแวดล้อมไปด้วยองคเสนาเสด็จออกเพื่อยุทธนาการ ลำดับนั้น ปุโรหิตผู้หลงงมงายทูลถามพระราชาว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงปรารถนาชัยชนะ หรือว่าความปราชัย เมื่อพระราชาตรัสตอบว่า ปรารถนาชัยชนะ จึงกราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น คนกาลกรรณีอยู่ในพระราชอุทยาน พระองค์จงโปรดให้ลอยกลีโทษที่สรีระของคนกาลกรรณีนั้นแล้วเสด็จไปเถิด.

พระราชาเชื่อถ้อยคำของปุโรหิต ตรัสว่า ผู้ใดเมื่อจะไปกับเรา จงพากันไปลอยกลีโทษที่สรีระของคนกาลกรรณีเสียในพระราชอุทยาน แล้วเสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยาน ทรงเคี้ยวไม้สีฟัน แล้วพระองค์เองทรงบ้วนเขฬะ และโยนไม้สีฟันลงในระหว่างชฎาของท่านกีสวัจฉดาบสนั้น ก่อนใครๆ ทั้งหมด แล้วทรงสรงสนานเกล้า แม้พลนิกายของพระองค์ก็ได้กระทำอย่างนั้น.

เมื่อพระราชาเสด็จหลีกไปแล้ว เสนาบดีมาพบพระดาบสแล้ว เก็บไม้สีฟันเป็นต้นทิ้ง ให้สรงสนานเป็นอย่างดี แล้วเรียนถามว่า ท่านขอรับ อะไรจักมีแก่พระราชา.

เล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑๖,๕๖๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. สรภังคชาดก”