[๒๒๘๘] บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้รู้ความสลาย และความเคลื่อนแห่งชีวิต อย่างนี้ ชื่อว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง. ถ้านรชนนั้นไม่คิดฆ่าคนอื่น. ดูกรท่าน ผู้อันหมู่ฤาษีรู้กันดีแล้ว ผู้กล่าวคำอันงดงาม ท่านปรากฏว่าทำประโยชน์ ให้แก่โลกอย่างนี้ ไฉนจึงแสวงหาบาปกรรมให้แก่ตน? ดูกรท่านผู้มี ตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำของท่าน เมื่อเราตายแล้ว ความติเตียนก็จะมาถึงท่านโดยไม่ต้องสงสัย. ดูกรท่านผู้มีสะเอวกลม กลึง เพราะฉะนั้นแล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวง ติเตียนท่านได้ภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว.

[๒๒๘๙] เหตุนั้น ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านจงอดกลั้นไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะยอมตน และให้มะม่วงแก่ท่าน เพราะท่านละกามคุณที่ละได้ยาก แล้วตั้งไว้ซึ่ง ความสงบ และสุจริตธรรม. บุคคลใดละสังโยชน์ในก่อน แล้วตั้งอยู่ ในสังโยชน์ในภายหลัง ประพฤติอธรรมอยู่ บาปย่อมพอกพูนแก่บุคคล นั้น. มาเถิด ข้าพเจ้าจะนำท่านไปยังสวนมะม่วง แต่ท่านจะต้องมีความ ขวนขวายน้อย ข้าพเจ้าจะนำท่านไปในสวนมะม่วงอันร่มเย็น ท่านจง เป็นผู้มีความขวนขวายอยู่เถิด. ดูกรท่านผู้ปราบปรามข้าศึก สวนนั้น เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นกที่มัวเมาอยู่ในรสดอกไม้ มีนกกระเรียน นกยูง นกเขาซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม มีหมู่หงส์ส่งเสียงร้องขรม ฝูงนกดุเหว่า ที่ร้องปลุกสัตว์ทั้งหลายอยู่ในสวนมะม่วงนั้น. ผลมะม่วงในสวนนั้นดก เป็นพวงๆ ดุจฟ่อนฟาง ปลายกิ่งห้อยโน้มลงมา มีทั้งต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม และผลตาลสุกห้อยอยู่เรียงราย.

[๒๒๙๐] ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์ มีทองต้นแขน ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ กลางคืน หญิง ๑๖,๐๐๐ คน เป็น บริจาริกาบำเรอท่านอยู่ แต่กลางวัน ท่านเสวยทุกขเวทนา ท่านมีอานุภาพ มากอย่างนี้ ไม่เคยปรากฏมี ท่านขนลุกขนพอง. เมื่อก่อนท่านได้ทำ บาปกรรมอะไรอันนำทุกข์มาให้แก่ตน ในมนุษยโลก ท่านจึงต้องกิน เนื้อของตนอยู่ ในบัดนี้?

เล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑๘๑๙

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. กิงฉันทชาดก