บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าขาดสูญ ว่าเมื่อสรีระขาดสูญ แม้ชีพก็ขาดสูญ เพราะยึดถือว่า เป็นชีพของสรีระซึ่งมีการแตกไปเป็นธรรมดานั่นเองด้วยบทที่ ๒ ท่านกล่าวทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าเที่ยง ว่าแม้เมื่อสรีระขาดสูญ ชีพก็ไม่ขาดสูญ เพราะถือว่าชีพเป็นอื่นจากสรีระ.

ในบทว่า โหติ ตถาคโต เป็นต้นมีความว่า ทิฏฐิ ๑ ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า สัตว์ชื่อว่าตถาคต สัตว์นั้นเบื้องหน้าแต่มรณะ มีอยู่. ทิฏฐิที่ ๒ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ เพราะยึดถือว่าไม่มีอยู่. ทิฏฐิที่ ๓ ชื่อว่าเอกัจจสัสสต เพราะยึดถือว่ามีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี. ทิฏฐิที่ ๔ ชื่อว่าอมราวิกเขปทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้.

ทิฏฐิ ๑๐ อย่างมีประการดังกล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้.

ทิฏฐิมี ๒ อย่างตามกิเลส คือภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑ ในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น แม้สักอย่างหนึ่ง พระขีณาสพเหล่านั้นก็ไม่ปรารถนา.

เล่มที่ ๒๙ ขุททกนิกาย มหานิทเทส๑,๐๕๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส”