ถามก่อนว่า กาลอันเป็นส่วนเบื้องต้นว่าเราจักกล่าวเท็จ มีอยู่. กาลอันเป็นส่วนภายหลังว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ไม่มี. เพียงคำที่กล่าวเท่านั้น ใครๆ ก็ลืมได้ จะเป็นมุสาวาทแก่บุคคลนั้นหรือไม่?

คำถามนั้นท่านวิสัชนาไว้แล้วในอรรถกถาทั้งหลายอย่างนี้ ในตอนแรกรู้ว่าเราจักกล่าวเท็จ และเมื่อกล่าวอยู่ ก็รู้ว่าเรากำลังกล่าวเท็จ, ในตอนหลัง รู้ว่าเรากล่าวเท็จแล้ว ใครๆ ไม่อาจที่จะไม่เป็น แม้หากจะไม่เป็นก็คงเป็นมุสาวาทอยู่นั่นเอง ด้วยว่า ๒ องค์แรกนั่นแลเป็นประมาณ. แม้ผู้ใดในตอนแรกไม่ตั้งใจว่าเราจักกล่าวเท็จ แต่เมื่อกล่าว รู้ว่าเรากำลังกล่าวเท็จ แม้เมื่อกล่าวแล้วก็รู้ว่าเรากล่าวเท็จแล้ว ไม่พึงปรับผู้นั้นด้วยมุสาวาท เพราะตอนแรกเป็นประมาณกว่า เมื่อไม่เป็นมุสาวาท ย่อมเป็นการกล่าวเล่นหรือกล่าวเสียงร้องเท่านั้น.

อนึ่ง พึงสละภาวะคือญาณในมุสาวาทนั้นและการประชุมแห่งญาณในข้อนี้เสีย.

บทว่า ตญฺญาณตา ปริจฺจชิตพฺพา ความว่า บุคคลย่อมรู้ว่าเราจักกล่าวเท็จด้วยจิตดวงใด ย่อมรู้ว่าเรากล่าวเท็จ และว่าเรากล่าวเท็จแล้ว ด้วยจิตดวงนั้นนั่นเอง ย่อมรู้ในขณะ ๓ ด้วยจิตดวงเดียวนั่นแหละอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นจึงควรสละภาวะคือญาณในมุสาวาทนั้นอันนี้เสีย ด้วยว่าบุคคลไม่อาจจะรู้จิตดวงนั้นด้วยจิตดวงนั้นนั่นเองได้ เหมือนไม่อาจจะใช้ดาบเล่มนั้นนั่นเองฟันดาบเล่มนั้นได้ ก็จิตดวงแรกๆ เป็นปัจจัยตามที่เกิดขึ้นของจิตดวงหลังๆ แล้วดับไป เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า :-

เล่มที่ ๒๙ ขุททกนิกาย มหานิทเทส๑,๒๑๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๗. ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส”