เมื่อดวงแรกยังไม่ดับ ดวงหลังย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะเกิดขึ้นติดๆ กัน จึงปรากฏเหมือนดวงเดียว.

ต่อแต่นี้ บุคคลนี้ใดไม่รู้อยู่เลย กล่าวเท็จทั้งรู้โดยนัยเป็นต้นว่า เรารู้เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่านี้ไม่จริง บุคคลนั้นก็มีลัทธิอยู่ดังนี้เท่านั้น.

อนึ่ง บุคคลนั้นเห็นด้วยและชอบใจอย่างนี้ว่านี้ไม่จริง บุคคลนั้นมีความสำคัญอย่างนี้ มีสภาวะอย่างนี้เท่านั้น และมีจิตว่านี้ไม่จริง. แต่เมื่อใดประสงค์จะกล่าวเท็จ เมื่อนั้นเขาปิดบังคือทอดทิ้ง ปกปิดซึ่งทิฏฐินั้นบ้าง, ซึ่งความควรกับทิฏฐิบ้าง, ซึ่งความชอบใจกับทิฏฐิและความควรบ้าง, ซึ่งความสำคัญกับทิฏฐิความควรและความชอบใจบ้าง, ซึ่งความจริงกับทิฏฐิควรความชอบใจและความสำคัญบ้าง, ย่อมกล่าวไม่เด่นชัด ฉะนั้นเพื่อจะแสดงประเภทขององค์ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิเป็นต้นแม้เหล่านั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อปิจ จตูหากาเรหิ เป็นต้น.

บทว่า วินิธาย ทิฏฺฐึ ในที่นี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการปิดบังธรรมที่มีกำลัง.

เล่มที่ ๒๙ ขุททกนิกาย มหานิทเทส๑,๒๒๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๗. ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส”