แล้ว ฉะนั้นเราจึงเป็นพุทธะ.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ซึ่งธรรมทั้งหลายแม้ด้วยการยกขึ้นเป็นบทๆ อย่างนี้ว่า จักษุ ชื่อว่าทุกขสัจ, ตัณหาอันมีมาแต่เดิมที่เป็นสมุฏฐาน โดยความเป็นมูลเหตุแห่งจักษุนั้น ชื่อว่าสมุทยสัจ. ความไม่เป็นไปแห่งทุกขสัจและสมุทยสัจทั้ง ๒ ชื่อว่านิโรธสัจ. ปฏิปทาเครื่องรู้ชัดนิโรธ ชื่อว่ามรรคสัจ.

ในโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะและมโนก็นัยนี้.

อนึ่ง อายตนะ ๖ มีรูปายตนะเป็นต้น, หมวดแห่งวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น, ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสสะเป็นต้น, เวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น. สัญญา ๖ มีรูปสัญญาเป็นต้น, เจตนา ๖ มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น, วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น, วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น, ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น, กสิณ ๑๐, อนุสสติ ๑๐, สัญญา ๑๐ มีอุทธุมาตกสัญญาเป็นต้น, อาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้น, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น, ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น, อัปปมัญญา ๔ มีเมตตาภาวนาเป็นต้น, อรูปสมาบัติ ๔. องค์แห่งปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมมีชราและมรณะเป็นต้น โดยอนุโลมมีอวิชชาเป็นต้น พึงประกอบโดยนัยนี้เหมือนกัน.

เล่มที่ ๒๙ ขุททกนิกาย มหานิทเทส๗๗๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. คุหัฏฐกสุตตนิทเทส”