บทว่า ขีลชาตตาปี นตฺถิ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้ว เพราะอรรถว่ามีกิเลสเครื่องตรึงจิตคือปฏิฆะ กล่าวคือความเป็นหยากเยื่อแห่งจิตโดยความผูกพัน เกิดแล้ว ภาวะแห่งผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้วนั้น ชื่อว่าความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้ว ความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้วแม้นั้น ย่อมไม่มีคือมีอยู่หามิได้.
บทว่า ปญฺจปิ เจโตขีลา ความว่า ผู้มีความกำหนัดในกาย มีความกำหนัดในรูป บริโภคอาหารเต็มท้องพอแก่ความต้องการ ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการดูแล ประพฤติพรหมจรรย์ ปรารถนาเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า เราจักเป็นเทวดาหรือเทพอื่นๆ ด้วยศีล พรต ตบะหรือพรหมจรรย์นี้ กิเลสเครื่องตรึงใจ กล่าวคือความเป็นหยากเยื่อโดยความผูกพันจิต แม้ ๕ อย่างเห็นปานนี้ ย่อมไม่มี.
ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระอานนทเถระว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายถูกกล่าวบริภาษสบประมาทอยู่อย่างนี้ กล่าวอะไรกันบ้าง. พระอานนทเถระกราบทูลว่า มิได้กล่าวอะไรๆ เลย พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงเป็นผู้นิ่งในที่ทั้งปวงด้วยคิดว่า เราเป็นผู้มีศีล ด้วยว่าคนทั้งหลายในโลกย่อมไม่รู้ว่าบัณฑิตปนกับเหล่าพาลเมื่อไม่กล่าว ดังนี้แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ว่า คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก เพื่อจะแสดงธรรมว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายจงท้วงตอบอย่างนี้กะมนุษย์เหล่านั้น.
พระเถระเรียนพระพุทธพจน์นั้นแล้วกล่าวกะภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงท้วงตอบพวกมนุษย์ด้วยคาถานี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที