[๖๓๘] คำว่า แก่ภิกษุใด ในคำว่า ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดใน ธรรมวินัยนี้ ความว่า ความมา ความไป ความไปและความมา ความตาย คติ ภพน้อยและ ภพใหญ่ ความเคลื่อน ความเข้าถึง ความเกิด ความแตก ชาติ ชราและมรณะ มิได้มี คือ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่พระอรหันตขีณาสพ คือ ความเคลื่อนและความเข้าถึง นั้นอันพระอรหันตขีณาสพตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ควรให้เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้.
[๖๓๙] คำว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน? ความว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะวิจิกิจฉา อนุสัย อะไรว่า เป็นผู้กำหนัดบ้าง ประทุษร้ายบ้าง หลงใหลบ้าง มีมานะเป็นเครื่องผูกพันบ้าง ยึดถือบ้าง ถึง ความฟุ้งซ่านบ้าง ถึงความไม่แน่ใจบ้าง ถึงโดยเรี่ยวแรงบ้าง และภิกษุนั้นละอภิสังขารเหล่านั้น เสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารแล้ว พึงหวั่นไหวโดยคติด้วยเหตุอะไรว่า เป็นผู้ไปเกิดในนรก เป็นดิรัจฉานเป็นเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็น สัญญีสัตว์ เป็นอสัญญีสัตว์ หรือเป็นเนวสัญญีนาสัญญีสัตว์. ภิกษุนั้น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะอันเป็นเหตุให้หวั่นไหวสะทกสะท้านเอนเอียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้น พึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร?. คำว่า พึงชอบใจในที่ไหน? ความว่า พึงชอบใจ รักใคร่ พอใจ ในที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน?. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า วัตถุทั้งหลาย เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนาชอบใจ อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว ความเคลื่อนและความเข้าถึง มิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน?.
[๖๔๐] สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม แต่สมณพราหมณ์ พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว วาทะของสมณพราหมณ์ เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า? เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.