[๘๑๘] คำว่า พึงเป็นผู้มีสัจจะ ในคำว่า บุคคลพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ความว่าพึงเป็นผู้ประกอบด้วยสัจจวาจา ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้มีสัจจะ. คำว่า ไม่คะนอง ความว่า ความคะนองมี ๓ อย่าง คือ ความคะนองทางกาย ๑ ความคะนองทางวาจา ๑ ความคะนองทางจิต ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความคะนองทางจิต. ความคะนอง ๓ อย่างนี้ อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้น เรียกว่าผู้ไม่คะนอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง. ว่าด้วยความเป็นผู้มีมายา

[๘๑๙] ความประพฤติลวงเรียกว่ามายา ในคำว่า ไม่มีมายา ปราศจากคำส่อเสียด. บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ย่อมตั้งความปรารถนาลามกเพราะเหตุจะปกปิดทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่า ใครๆ อย่ารู้จักเรา (ว่าเราประพฤติชั่ว) ย่อมดำริว่า ใครๆ อย่ารู้จักเรา คิดว่าใครๆ อย่ารู้จักเรา ดังนี้ แล้วก็ กล่าววาจา (ว่าตนไม่มีความประพฤติชั่ว) คิดว่า ใครๆ อย่ารู้จักเรา ดังนี้แล้วก็บากบั่นด้วย กาย (เพื่อจะปกปิดความประพฤติชั่วของตน). ความลวง ความเป็นผู้ลวง กิริยาเป็นเครื่อง ปกปิด กิริยาที่ซ่อนความจริง กิริยาที่บังเกิดความผิด กิริยาที่ซ่อนความผิด กิริยาที่พรางความ ชั่ว กิริยาที่ปิดบังความชั่ว กิริยาที่ซ่อนความชั่ว ความทำให้ลับ ความไม่เปิดเผย กิริยาที่ คลุมความผิด กิริยาที่ชั่ว นี้เรียกว่ามายา. มายานี้ อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้ไม่มีมายา. ชื่อว่าคำ ส่อเสียด ในคำว่า ปราศจากคำส่อเสียด ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาจา ส่อเสียด ฯลฯ บุคคลมุ่งให้เขาแตกกันย่อมนำคำส่อเสียดเข้าไปอย่างนี้. คำส่อเสียดนี้ อัน บุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคล นั้น เรียกว่าผู้ปราศจากคำส่อเสียด คือ มีคำส่อเสียดปราศจากไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีมายา ปราศจากคำส่อเสียด.

[๘๒๐] ข้อว่า มุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้นความโลภอันลามกและความหวงแหน ความว่า ก็พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้ไม่มีความโกรธ ก็แต่ว่าความโกรธควรกล่าวก่อน ความ โกรธย่อมเกิดด้วยเหตุ ๑๐ อย่าง ฯลฯ ความโกรธนั้น อันมุนีใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้น เรียกว่าผู้ไม่มีความโกรธ. เพราะมุนี นั้นละความโกรธ กำหนดรู้วัตถุแห่งความโกรธ ตัดเสียซึ่งเหตุแห่งความโกรธแล้ว จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีความโกรธ. ชื่อว่าความโลภ คือ ความโลภ กิริยาที่โลภ ความเป็นผู้โลภ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. ความตระหนี่ ๕ อย่าง เรียกว่าความหวงแหน ได้แก่ความตระหนี่อาวาส ฯลฯ ความถือเอาไว้ เรียกว่าความตระหนี่. คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังว่าข่าย บุคคลนั้นชื่อว่า มุนี. คำว่า มุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้นความโลภอันลามกและความหวงแหน ความว่า มุนีได้ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งความโลภอันลามกและ ความหวงแหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้นความโลภอันลามกและ ความหวงแหน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ปราศจากคำส่อเสียด มุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้นความโลภอันลามก และความหวงแหน.

เล่มที่ ๒๙ ขุททกนิกาย มหานิทเทส๒๗๙

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส