อนึ่ง การละองค์นั้นๆ ด้วยวิปัสสนาญาณนั้นๆ เหมือนการละความมืดด้วยแสงประทีป เพราะเป็นปฏิปักษ์ในวิปัสสนาญาณทั้งหลายมีนามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้น เหมือนอย่างเช่นการละสักกายทิฏฐิด้วยการกำหนดนามรูป. ละความเห็นว่าสังขารไม่มีเหตุและความเห็นว่าสังขารมีปัจจัยไม่เสมอกัน ด้วยการกำหนดปัจจัย, ละความเป็นผู้สงสัยด้วยการข้ามพ้นความสงสัยในภายหลังนั่นเอง. ละการยึดถือว่าเรา ของเรา ด้วยการพิจารณาเป็นกลาปะ, ละความสำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ทางว่าเป็นทางด้วยการกำหนดว่าทางและมิใช่ทาง, ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นการเกิด, ละสัสสตทิฏฐิด้วยเห็นการดับ, ละความสำคัญในสิ่งที่เป็นภัยว่าไม่เป็นภัยด้วยการเห็นภัย, ละความสำคัญในสิ่งไม่มีโทษด้วยเห็นว่ามีโทษ, ละความ สำคัญในความยินดียิ่งด้วยนิพพิทานุปัสสนา, ละความเป็นผู้ไม่ประสงค์จะพ้นด้วยมุญจิตุกัมยตาญาณ, ละความไม่วางเฉยด้วยอุเบกขาญาณ, ละความเป็นปฏิโลมในการตั้งอยู่ในธรรมและในนิพพานด้วยอนุโลมญาณ, ละการถือสังขารนิมิตด้วยโคตรภูญาณ. นี้ชื่อว่าตทังคปหาน.

การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเหล่านั้นๆ ด้วยสมาธิอันต่างด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ โดยห้ามความเป็นไป เหมือนห้ามแหนบนหลังน้ำ ด้วยการทุบหม้อเหวี่ยงลงไปฉะนั้น นี้ชื่อว่าวิกขัมภนปหาน.

การละหมู่สรรพกิเลสอันเป็นฝ่ายสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) ดังที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพื่อละทิฏฐิในสันดานของตนๆ ของบุคคลผู้มีมรรคนั้นๆ เพราะอบรมอริยมรรค ๔ แล้ว โดยไม่ให้เป็นไปได้อีกตลอดไป นี้ชื่อว่าสมุจเฉทปหาน.

ความที่กิเลสทั้งหลายสงบในขณะแห่งผล นี้ชื่อว่าปฏิปัสสัทธิปหาน.

เล่มที่ ๓๐ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส๓๕๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “โมฆราชมาณวกปัญหานิทเทส”