[๒๑๐] คำว่า อิธ ในอุเทศว่า "อิเธว นิปฺปโก สโต" ดังนี้ คือ ทิฏฐินี้ ในความ ควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในความถือนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ ในอัตภาพนี้ ในมนุษยโลกนี้. คำว่า นิปโก ความว่า เป็นผู้มีปัญญา คือ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐานเครื่องพิจารณา เห็นกายในกาย ฯลฯ ผู้นั้นตรัสว่ามีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญา มีสติ ... ใน ทิฏฐินี้นี่แหละ.
[๒๑๑] คำว่า ได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว ความว่า ได้ยิน คือ ได้ฟัง ศึกษา เข้าไป ทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้วซึ่งถ้อยคำ คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิของเรา แต่ปากเรานี้ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว.
[๒๑๒] สิกขา ในคำว่า สิกฺเข ในอุเทศว่า "สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน" ดังนี้ มี ๓ คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ฯลฯ นี้ ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา. คำว่า นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พึงศึกษาแม้อธิศีล แม้อธิจิต แม้อธิปัญญา ... สมาทาน ปฏิบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงศึกษานิพพานเพื่อตน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มีสติ ทำความเพียรในทิฏฐินี้ นี่แหละ. บุคคลได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว พึงศึกษานิพพาน เพื่อตน.
[๒๑๓] ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพผู้ไม่มีเครื่องกังวล เป็น พราหมณ์ เที่ยวอยู่ในมนุษยโลก. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันต จักษุ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์นั้น. ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลาย.