[๒๖๐] คำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ความว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่าน กล่าวว่า สัญญาวิโมกข์ ... มีสัญญาวิโมกข์นั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปใน สัญญาวิโมกข์ เป็นอย่างยิ่ง.

[๒๖๑] คำว่า ติฏฺเฐยฺย ในอุเทศว่า "ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี" ดังนี้ ความ ว่า พึงตั้งอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว ... เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปแล้วในสัญญา วิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.

[๒๖๒] ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น. ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี. วิญญาณของบุคคล เช่นนั้นพึงมีหรือ?

[๒๖๓] คำว่า ติฏฺเฐ เจ โส ในอุเทศว่า "ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี" ดังนี้ ความว่า ถ้าผู้นั้นพึงดำรงอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว ... ไม่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.

เล่มที่ ๓๐ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส๘๖

ที่มาและฉบับอื่นของ “อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส