แม้ไม่แตะต้องความต่างมีอัชฌัตตะเป็นต้น เพราะท่านกล่าวสัมมสนญาณไว้ด้วยสามารถแห่งติกะอันเป็นอดีตโดยนัยมีอาทิว่า อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ - พระโยคาวจรย่อมกำหนดอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง แม้กำหนดด้วยสามารถแห่งอตีตติกะแล้ว ก็พึงทำสัมมสนญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นนั่นแล.

[๑๐๑-๑๐๒] ก็เพราะรู้สิ่งที่ไม่เที่ยงมีประเภทเป็นสังขตะเป็นต้น โดยความแน่นอน. ฉะนั้น เพื่อแสดงปริยายแห่งรูปนั้น หรือเพื่อแสดงความเป็นไปแห่งมนสิการด้วยอาการต่างๆ พระสารีบุตรจึงกล่าวบทมีอาทิว่า รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ - รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง.

จริงอยู่ รูปนั้นเป็น อนิจฺจํ เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี,

ชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะมีที่สุดคือความไม่เที่ยง หรือเพราะมีเบื้องต้นและที่สุด, ชื่อว่าสังขตะ เพราะอันปัจจัยปรุงแต่ง. ชื่อว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ เพราะอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นร่วมกัน.

เล่มที่ ๓๑ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค๑,๓๕๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “สัมมสนญาณนิทเทส”