เพราะที่สุดโต่ง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ชื่อว่าภังคะ, ฉะนั้น พระโยคาวจรผู้เจริญภังคานุปัสนา ย่อมพิจารณาเห็นรูปทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง, มิใช่เห็นโดยความเป็นของเที่ยง. แต่นั้นพิจารณาเห็นรูปนั้นนั่นแล โดยความเป็นทุกข์ มิใช่โดยความเป็นสุข เพราะสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และสิ่งที่เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา, มิใช่โดยความเป็นอัตตา.
อนึ่ง เพราะสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ควรยินดี, สิ่งใดไม่ควรยินดี ไม่ควรกำหนัดในสิ่งนั้น. ฉะนั้น พระโยคาวจรย่อมเบื่อหน่าย, มิใช่พอใจ, ย่อมคลายกำหนัด, มิใช่กำหนัดในรูปที่เห็นนั้นว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา โดยทำนองเดียวกับภังคานุปัสนาญาณ.
พระโยคาวจรนั้นคลายกำหนัดอย่างนี้ ดับราคะด้วยญาณอันเป็นเพียงโลกิยะ. อธิบายว่า ไม่เกิดขึ้น, ไม่ทำให้เกิดขึ้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรนั้นคลายกำหนัดอย่างนี้แล้ว ย่อมดับแม้รูปที่ไม่เห็นเหมือนรูปที่เห็นด้วยสามารถ อนฺวยญาณ - ญาณอันสืบเนื่องกัน มิใช่ให้เกิดขึ้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที