ท่านกล่าวกสิณ ๒ อย่างนอกนั้นด้วยอนุโลมอาโลกกสิณนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ควรทำอาโลกกสิณให้เป็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งของกสิณ นอกนั้นแล้วยังฌาน ๔ ให้เกิด ตั้งอยู่ในอุปจารภูมิอีกแล้วพึงเจริญกสิณ. พึงเห็นรูปภายในของที่ที่เจริญแล้วๆ. เมื่อภิกษุนั้นเห็นรูปไม่ทำการแผ่ไปแห่งแสงสว่างด้วยจิตบริกรรม ด้วยความขวนขวายนั้น วาระแห่งบริกรรมย่อมพ้นไป. แต่นั้นแสงสว่างก็หายไป. เมื่อแสงสว่างหายไปแม้รูปก็ไม่ปรากฏ.

เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุนั้นควรเข้าฌานเป็นบาทบ่อยๆ ครั้นออกจากฌานนั้นควรแผ่แสงสว่างไปตามลำดับอย่างนี้ แสงสว่างย่อมมีกำลังมากด้วยประการฉะนี้. แสงสว่างจะตั้งอยู่ในฐานะที่กำหนดไว้ว่าแสงสว่างจงมีในที่นี้ดังนี้. การเห็นรูปย่อมมีแก่ภิกษุผู้นั่งดูแม้ตลอดวัน.

เมื่อใดรูปนี้ คือรูปที่ไม่ไปสู่คลองแห่งจักษุ รูปอยู่ภายในท้อง รูปอาศัยหทยวัตถุ รูปอาศัยภายใต้พื้นดิน รูปที่อยู่นอกฝา ภูเขาและกำแพง รูปที่อยู่ในจักรวาลอื่นย่อมมาสู่คลองแห่งญาณจักษุของภิกษุนั้น ดุจเห็นด้วยมังสจักษุ. เมื่อนั้นทิพจักษุย่อมเกิด. ทิพจักษุนั้นสามารถเห็นรูปในที่นี้ได้. มิใช่จิตส่วนเบื้องต้น.

ในบทมีอธิบายดังต่อไปนี้

เล่มที่ ๓๑ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค๑,๘๕๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “ทิพจักขุญาณนิทเทส”