อนึ่ง บุคคลใดมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากด้วยความรู้ย่อมได้ปัญญินทรีย์ บุคคลนั้นชื่อว่าธรรมานุสารีในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ ในฐานะ ๖ ชื่อว่าปัญญาวิมุตในผลอันเลิศ. ในที่นี้ท่านสงเคราะห์บุคคลเหล่านั้นด้วยกายสักขีและทิฏฐิปัตตะ แต่โดยอรรถชื่อว่าอุภโตภาควิมุต เพราะพ้นโดยส่วนสองคือด้วยอรูปฌานและด้วยอริยมรรค ชื่อว่าปัญญาวิมุต เพราะรู้อยู่จึงพ้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันท่านชี้แจงถึงความวิเศษของอินทรีย์และบุคคล.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงถึงวิโมกขวิเศษ อันเป็นหัวหน้าของวิโมกข์และบุคคลวิเศษ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เทฺว วิโมกฺขา วิโมกข์ ๒ คือ อัปปณิหิตวิโมกข์และสุญญตวิโมกข์. มรรคได้ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ด้วยสามารถถึงอนิจจานุปัสสนา ย่อมได้แม้ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ โดยความมีคุณเพราะไม่มีราคะ โทสะ โมหะเป็นที่ตั้งและโดยอารมณ์ เพราะทำนิพพานอันได้ชื่อว่าอัปปณิหิต เพราะไม่มีปณิธิเหล่านั้นให้เป็นอารมณ์.
อนึ่ง ย่อมได้แม้ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์โดยความมีคุณ เพราะว่างเปล่าจากราคะโทสะและโมหะ และโดยอารมณ์เพราะทำนิพพานอันได้ชื่อว่าสุญญตะ เพราะว่างเปล่าจากราคะเป็นต้นนั่นแล ให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น วิโมกข์ ๒ เหล่านั้น จึงชื่อว่าไปตามอนิมิตตวิโมกข์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที