อนึ่ง จักตอบว่า ฌาน ๗ กามาวจรตามลำดับ ฌาน ๒ นอกจากนั้นเป็นรูปาวจร ในที่สุดจากนั้นเป็นโลกุตระอย่างเดียว จักตอบว่า ส่วนสัพพัญญุตญาณมีทั้งวิตกมีทั้งวิจาร เป็นกามาวจร เป็นโลกิยะ.

บัดนี้ พระตถาคตทรงทราบการพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณาไว้ในบทนี้อย่างนี้ แล้วทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นกิเลส อันเป็นฐานะและอฐานะแห่งการบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ และการไม่บรรลุของเวไนยทั้งหลาย ด้วยฐานาฐานญาณเป็นครั้งแรก เพราะทรงเห็นฐานะของสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกิยะ และเพราะทรงเห็นความไม่มีฐานะของนิยตมิจฉาทิฏฐิ.

ครั้นทรงเห็นความไม่มีเครื่องกันวิบากด้วยกรรมวิปากญาณ เพราะทรงเห็นปฏิสนธิอันเป็นติเหตุกะ ทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นกรรมด้วยสัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ (ปรีชากำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง) เพราะทรงเห็นความไม่มีอนันตริยกรรม ทรงเห็นจริยาวิเศษ เพื่อทรงแสดงธรรมอนุกูลแก่อนาวรณญาณ (ญาณที่ไม่มีเครื่องกั้น) ด้วยนานาธาตุญาณ (ปรีชากำหนดรู้ธาตุต่างๆ) แห่งธาตุไม่น้อย เพราะทรงแสดงความต่างกันแห่งธาตุ ด้วยประการฉะนี้.

ครั้งแล้วทรงแสดงอัธยาศัยด้วยนานาธิมุตติกตาญาณ (ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัยต่างๆ) ของเวไนยสัตว์เหล่านั้น เพื่อแม้ไม่ถือเอาการประกอบก็ทรงแสดงธรรมด้วยสามารถอัธยาศัย ต่อจากนั้นเพื่อทรงแสดงธรรมตามความสามารถตามกำลังของผู้น้อมไปในทิฏฐิอย่างนี้ จึงทรงเห็นความหย่อนและยิ่งของอินทรีย์ด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ เพราะทรงเห็นความแก่กล้าและความอ่อนของอินทรีย์มีสัทธินทรีย์เป็นต้น.

เล่มที่ ๓๑ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค๓,๐๗๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๙. พลกถา”