บทว่า อาวชฺชิตฺวา ญาเณน อธิฏฺฐาติ ครั้นนึกแล้วอธิษฐานด้วยญาณ คือทำบริกรรมอย่างนี้แล้วอธิษฐานด้วยอภิญญาญาณ ครั้นทำบริกรรมในที่นี้แล้วท่านไม่กล่าวถึงการเข้าสมาบัติฌานเป็นบาทอีก ท่านไม่กล่าวไว้ก็จริง แต่ถึงดังนั้นในอรรถกถาท่านก็กล่าวด้วยสามารถบริกรรมว่า อาวชฺชติ ย่อมนึก ครั้นนึกแล้วอธิษฐานด้วยญาณ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวด้วยสามารถแห่งอภิญญาญาณ เพราะฉะนั้น ภิกษุย่อมนึกคนเดียวเป็นหลายคน จากนั้นภิกษุย่อมเข้าสมาบัติในที่สุดแห่งจิตบริกรรม ครั้นออกจากสมาบัติแล้วนึกอีกว่า เราจงเป็นหลายคน.

ต่อจากนั้นย่อมอธิษฐานด้วยอภิญญาญาณอย่างเดียวเท่านั้น โดยใช้ชื่อว่า อธิฏฺฐานํ ด้วยสามารถให้ความสำเร็จด้วยการเกิดในลำดับแห่งจิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น ๓ หรือ ๔ ดวงอันเป็นไปแล้ว เพราะเหตุนั้นอันพึงเห็นอย่างนี้แหละ เพราะท่านกล่าวอันพึงเห็นอรรถในข้อนี้ด้วยประการฉะนี้ เหมือนอย่างเมื่อกล่าวว่า กินแล้วนอนก็มิได้หมายความว่า ไม่ดื่มน้ำ ไม่ล้างมือเป็นต้น แล้วนอนตอนกินเสร็จแล้วนั่นเอง แม้เมื่อมีกิจอื่นในระหว่างก็กล่าวว่า กินแล้วนอนฉันใด พึงเห็นแม้ในข้อนี้ก็ฉันนั้น แม้การเข้าสมาบัติมีญาณเป็นบาทครั้งแรก ท่านก็มิได้กล่าวไว้ในบาลี.

อนึ่ง พร้อมด้วยอธิษฐานญาณนั้นเป็น ๑๐๐ คน.

แม้ในพันคน แสนคนก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

เล่มที่ ๓๑ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค๓,๒๕๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. อิทธิกถา”