บัดนี้ พระสารีบุตรเมื่อแสดงว่ามรรคเป็นเพียงองค์เท่านั้น พ้นจากองค์แล้วมีไม่ได้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ.

ในบทเหล่านั้น สัมมาทิฏฐิมีการเห็นชอบเป็นลักษณะ. สัมมาสังกัปปะมีการยกขึ้นเป็นลักษณะ. สัมมาวาจามีการกำหนดเป็นลักษณะ. สัมมากัมมันตะมีการให้ตั้งขึ้นเป็นลักษณะ. สัมมาอาชีวะมีการให้ผ่องแผ้วเป็นลักษณะ. สัมมาวายามะมีการประคองไว้เป็นลักษณะ. สัมมาสติมีการเข้าไปตั้งมั่นเป็นลักษณะ. สัมมาสมาธิมีการตั้งไว้เสมอเป็นลักษณะ.

ในมรรคเหล่านั้น มรรคหนึ่งๆ ย่อมมีกิจอย่างละ ๓. คือสัมมาทิฏฐิย่อมละมิจฉาทิฏฐิกับกิเลสที่เป็นข้าศึกของตน แม้เหล่าอื่นก่อน, ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์, และเห็นสัมปยุตธรรม เพราะไม่หลงด้วยสามารถกำจัดโมหะอันปกปิดสัมปยุตธรรมทั้งหลายได้.

แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็ละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น ได้เช่นเดียวกัน, และทำนิพพานให้เป็นอารมณ์. แต่โดยแปลกกันในบทนี้ สัมมาสังกัปปะยกขึ้นสู่สหชาตธรรมโดยชอบ, สัมมาวาจากำหนดเอาโดยชอบ, สัมมากัมมันตะให้ตั้งขึ้นโดยชอบ, สัมมาอาชีวะให้ผ่องแผ้วโดยชอบ, สัมมาวายามะประคองไว้โดยชอบ, สัมมาสติให้เข้าไปตั้งไว้โดยชอบ, สัมมาสมาธิตั้งมั่นไว้โดยชอบ.

เล่มที่ ๓๑ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค๙๓๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “มัคคสัจนิทเทส”