พึงทราบว่า อารมฺมณาธิคฺคหิตุปฺปนฺนํ อวิกฺขมฺภิตุปฺปนฺนํ อสมูหตุปฺปนฺนํ ทั้งสามนี้ ย่อมสงเคราะห์ลงด้วยภูมิลัทธะ นั่นเอง.
เมื่ออุปปันนธรรมมีประเภทดังกล่าวแล้วนี้เกิดขึ้นแล้ว กิเลสชาตใด ได้แก่วัตตมานะ ภูตาปคตะ โอกาสคตะ สมุทาจาระเกิดขึ้น กิเลสชาตนั้นเป็นอันมรรคญาณใดๆ ไม่พึงละ เพราะไม่ถูกทำลายด้วยมรรค.
อนึ่ง กิเลสชาตใด กล่าวคือภูมิลัทธะ อารัมมณาธิคหิตะ อวิกขัมภิตะ อสมูหตะเกิดขึ้นแล้ว กิเลสชาตนั้นยังความเกิดในพระโยคีนั้นให้เสื่อมไป เพราะโลกิยญาณและโลกุตรญาณนั้นเกิดขึ้น, ฉะนั้นกิเลสชาตแม้ทั้งหมดนั้นก็เป็นอันมรรคนั้นๆ พึงละได้. ด้วยประการฉะนี้ มรรคย่อมละกิเลสเหล่าใด หมายเอากิเลสเหล่านั้น จึงกล่าวว่า อุปฺปนฺนานํ.
เมื่อเป็นเช่นนั้น การเจริญเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลที่ยังไม่เกิด ย่อมมีได้ในขณะแห่งมรรคเป็นอย่างไร? และเพื่อความตั้งมั่นแห่งกุศลที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร? เพื่อเข้าถึงมรรคนั่นเอง. เพราะท่านกล่าวว่า มรรคที่เป็นไปอยู่ ชื่อว่ายังไม่เคยเกิด เพราะไม่เคยเกิดมาก่อน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที