[๖๒๔] ภาวนาพละเป็นไฉน ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละ กามฉันทะย่อมเจริญเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมเจริญความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมเจริญอรหัตมรรค นี้เป็นภาวนาพละ ฯ อนวัชชพละเป็นไฉน ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะไม่มีโทษน้อย หนึ่ง เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ในความไม่พยาบาทไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ ในอรหัตมรรคไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นอนวัชชพละ ฯ สังคาหพละเป็นไฉน ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกาม ฉันทะ ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่ พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นสังคาหพละ ฯ
[๖๒๕] ขันติพละเป็นไฉน ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะย่อมอดทน เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ความไม่พยาบาทย่อมอดทนเพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ อรหัตมรรค ย่อมอดทนเพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นขันติพละ ฯ ปัญญัตติพละเป็นไฉน ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกาม ฉันทะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นปัญญัตติพละ ฯ นิชฌัตติพละเป็นไฉน ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกาม ฉันทะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นนิชฌัตติพละ ฯ อิสริยพละเป็นไฉน ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถเนกขัมมะเมื่อละพยาบาท ย่อมบังคับจิตให้เป็นไป ตามอำนาจด้วยสามารถความไม่พยาบาทฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจ ด้วยสามารถอรหัตมรรคนี้เป็นอิสริยพละ ฯ อธิษฐานพละเป็นไฉน ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจร เมื่อละกาม ฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถความ ไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค นี้เป็นอธิษฐานพละ ฯ