ครั้นต่อมา ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วเจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.

ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้วระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภีตรูปํ สีหํว ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีหํ ความว่า เพราะครอบงำท่วมทับสัตว์ทั้งหลายมีสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าเป็นต้น.

เชื่อมความว่า มีรูปน่าชมเชยคือมีอัตภาพน่าชมเชยยิ่ง ข้าพเจ้าได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้น่าชมเชยอย่างยิ่ง ผู้ประทับนั่งดุจสีหะฉะนั้น, ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐคือสูงสุดกว่านระทั้งหลาย ผู้เกิดโดยพิเศษยิ่ง ดุจพญาเสือโคร่ง ผู้เป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓ ดุจไกรสรราชสีห์ วิเศษกว่าราชสีห์ทั้งปวงฉะนั้น.

เล่มที่ ๓๒ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑๑,๖๑๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน (๗๐)”