๑๐. สสปัณฑิตจริยา
เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๒๑๘ · บรรทัด ๘๙๐๖
อ่านเนื้อความ
ตัวบทข้างล่างคัดมาจาก 84000.org ตามตำแหน่งที่ระบุไว้ข้างบน สลับฉบับได้จากปุ่ม ส่วนอรรถกถาและฉบับมหาจุฬาฯ อยู่ที่ต้นทาง
[๑๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระต่ายเที่ยวอยู่ในป่า มีหญ้า ใบไม้ ผักและผลไม้เป็นภักษา เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น ใน กาลนั้น ลิง สุนัขจิ้งจอก ลูกนาค และเราเป็นสหายอยู่ร่วมกัน มาพบกันทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เราสั่งสอนสหายเหล่านั้นในกุศล ธรรมและอกุศลธรรมว่าท่านทั้งหลาย จงเว้นบาปกรรมเสีย จงตั้งอยู่ ในกรรมอันงาม เราเห็นพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถ จึงบอก แก่สหายเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายจงตระ เตรียมทานทั้งหลายเพื่อให้แก่ทักขิไณยยบุคคล ครั้นให้ทานแก่ทักขิไณยยบุคคลแล้ว จงรักษาอุโบสถ สหายเหล่านั้นรับคำของเราว่า สาธุ แล้วได้ตระเตรียมทานต่างๆ ตามสติกำลัง แล้วแสวงหา ทักขิไณยยบุคคล เรานอนคิดถึงทานอันสมควรแก่ทักขิไณยยบุคคล ว่า ถ้าเราพึงได้ทักขิไณยยบุคคล เราจักให้อะไรเป็นทาน งา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวสาร และเปรียง ของเราไม่มี เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้า ถ้าทักขิไณยยบุคคลมาสักท่านหนึ่ง เพื่อขอให้สำนักของเรา เราพึง ให้ตนของตน ทักขิไณยยบุคคลจักไม่ไปเปล่า ท้าวสักกะทรงทราบ ความดำริของเราแล้ว แปลงเพศเป็นพราหมณ์เสด็จเข้ามายังสำนัก ของเรา เพื่อทรงทดลองทานของเรา เราเห็นพราหมณ์นั้นแล้วก็ยิน ดี ได้กล่าวคำนี้ว่าท่านมาถึงในสำนักของเรา เพราะเหตุแห่งอาหาร เป็นการดีแล วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐที่ใครๆ ไม่เคยให้ แก่ท่าน ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ การเบียดเบียนผู้อื่นไม่ควรแก่ ท่าน ท่านจงไปนำเอาไม้ต่างๆ มาก่อไฟขึ้น เราจักปิ้งตัวของเรา ท่านจักได้กินเนื้อที่สุกพราหมณ์รับคำแล้ว มีใจร่าเริง นำเอาไม้ต่างๆ มาได้ทำเชิงตะกอนใหญ่ ทำเป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิงก่อไฟ โพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันทีเหมือนไฟนั้นเป็นกองใหญ่ฉะนั้น เราสลัด ตัวอันมีธุลีแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ข้างหนึ่งในเมื่อกองไม้อันไฟติดทั่ว แล้ว เป็นควันตระลบอยู่ ในกาลนั้น เราโดดลงในท่ามกลางระหว่าง เปลวไฟ น้ำเย็นอันผู้ใดผู้หนึ่งดำลงแล้ว ย่อมระงับความกระวน กระวายและความร้อน ย่อมให้ความยินดีและปีติ ฉันใดในกาลเมื่อ เราเข้าไปยังไฟที่ลุกโพลง ก็ฉันนั้นเหมือนกันความกระวนกระวายทั้งปวง ย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้น โดยไม่เหลือ คือ ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และชิ้นเนื้อหทัย แก่พราหมณ์ ฉะนี้แล. จบสสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐ ----------------รวมจริยาที่มีในวรรณนี้ คือ อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้าธนญชัยกุรุราช พระเจ้ามหา สุทัสนจักรพรรดิราช มหาโควินทพราหมณ์ พระเจ้าเนมิราช จันท กุมารพระเจ้าสีวิราช เวสสันดร และสสบัณฑิตผู้ให้ทานอันประเสริฐ ในกาลนั้น เป็นเรานี้เอง ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่งทาน เป็นทาน บารมี เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจกจึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้ เราเห็น ยาจกเข้ามาเพื่อขอแล้ว ได้สละตนของตนให้ ความเสมอด้วยทาน ของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเรา ฉะนี้แล. จบการบำเพ็ญทานบารมีที่ ๑ ----------------สีลวนาคจริยาที่ ๑ ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาช้างสีลวนาค
ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๓ ข้อ ๒๑๘ หน้าที่ ๓๘๑ · ที่มา 84000.org
อรรถกถาของเล่มนี้ค้นได้ด้วย ⌘K แต่ไม่ได้พิมพ์ไว้ตรงนี้ เพราะสิ่งที่เก็บไว้เป็นอรรถกถาของทั้งเล่ม ไม่ใช่ของหัวข้อนี้โดยเฉพาะ — กดปุ่มอรรถกถาข้างล่างเพื่อไปยังจุดที่ตรงกับหัวข้อนี้ที่ 84000.org
หัวข้ออื่นในการบำเพ็ญทานบารมี
- ๑. อกิตติจริยาข้อ ๒๐๙ · บรรทัด ๘๖๓๗
- ๒. สังขพราหมณจริยาข้อ ๒๑๐ · บรรทัด ๘๖๖๒
- ๓. กุรุธรรมจริยาข้อ ๒๑๑ · บรรทัด ๘๖๘๒
- ๔. มหาสุทัสนจริยาข้อ ๒๑๒ · บรรทัด ๘๗๐๒
- ๕. มหาโควินทจริยาข้อ ๒๑๓ · บรรทัด ๘๗๒๔
- ๖. เนมิราชจริยาข้อ ๒๑๔ · บรรทัด ๘๗๓๔
- ๗. จันทกุมารจริยาข้อ ๒๑๕ · บรรทัด ๘๗๔๗
- ๘. สีวีราชจริยาข้อ ๒๑๖ · บรรทัด ๘๗๖๒
- ๙. เวสสันตรจริยาข้อ ๒๑๗ · บรรทัด ๘๗๙๕