ในบรรดาชน ๕ คนเหล่านั้น พาหิยทารุจิริยะคนนี้ได้บังเกิดในตระกูลพ่อค้าที่ท่าสุปปารกะ ถึงความสำเร็จในพาณิชยกรรมแล้ว มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก. เขาได้ขึ้นเรือไปต่างประเทศพร้อมกับพวกพ่อค้าซึ่งกำลังเดินทางไปยังสุวรรณภูมิ เดินทางไปได้เล็กน้อย เรือก็อับปาง ผู้คนที่เหลือก็กลายเป็นภักษาของปลาและเต่า เหลือเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นเกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งพยายามว่ายน้ำ ในวันที่ ๗ ก็ล่วงถึงฝั่งแห่งท่าสุปปารกะ.

เขาไม่มีผ้านุ่งและผ้าห่ม เขามองไม่เห็นใครอื่น จึงเอาปอผูกท่อนไม้แห้งแล้ว นุ่งและห่ม ถือเอากระเบื้องจากเทวสถานได้ไปยังท่าสุปปารกะ.

พวกมนุษย์เห็นเขาเข้าแล้ว ต่างก็พากันให้ยาคูและภัตเป็นต้นแล้วยกย่องว่า ท่านผู้นี้คนเดียวเป็นพระอรหันต์. เมื่อพวกชาวบ้านนำเอาผ้านุ่งผ้าห่มมาให้มากมายเขาจึงคิดว่า ถ้าว่า เราจะนุ่งหรือจะห่มผ้าไซร้ ลาภและสักการะของเราก็จักเสื่อมสิ้นไป จึงพูดห้ามผ้าเหล่านั้นเสียแล้ว ใช้สอยเฉพาะแต่ผ้าเปลือกไม้อย่างเดียว.

ลำดับนั้น เมื่อเขาได้รับยกย่องจากประชาชนเป็นอันมากว่าเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ดังนี้ จึงมีความปริวิตกเกิดขึ้นในใจอย่างนี้ว่า พวกที่เป็นพระอรหันต์หรือว่าปฏิบัติดำเนินไปเพื่อบรรลุพระอรหัตมีอยู่ในโลกนี้ ตัวเราก็เป็นผู้หนึ่งของพวกนั้น. เขาเลี้ยงชีวิตด้วยการงานที่หลอกลวงคนอื่นโดยทำนองนั้นแล.

เล่มที่ ๓๓ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒-พุทธวงศ์-จริยาปิฎก๒๒๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๖. พาหิยเถราปทาน”