ส่วนโหรผู้ทำนายนิมิต เมื่อเฉลิมพระนามของพระองค์ ก็เฉลิมพระนามว่าสิขี เพราะพระยอดกรอบพระพักตร์พุ่งสูงขึ้นดุจยอดพระอุณหิส พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เจ็ดพันปี ทรงมีปราสาท ๓ หลังชื่อว่าสุจันทกสิริ คิริยสะและนาริวสภะ ๑- ปรากฏมีพระสนมกำนัลสองหมื่นสี่พันมีพระนางสัพพกามาเทวีเป็นประมุข. ____________________________ ๑- บาลีว่า สุวัฑฒกะ, คิริ, นารีวาหนะ.

เมื่อพระโอรสพระนามว่าอตุละ ผู้ไม่มีผู้ชั่ง ผู้เทียบได้ด้วยหมู่แห่งพระคุณของพระนางสัพพกามาเทวีทรงสมภพ พระมหาบุรุษนั้นก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ขึ้นทรงช้างต้นเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง ทรงผนวช บุรุษหนึ่งแสนสามหมื่นเจ็ดพันพากันบวชตามเสด็จ.

พระองค์อันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี ทรงละการคลุกคลีด้วยหมู่ เสวยข้าวมธุปายาสที่ธิดาปิยเศรษฐี สุทัสสนนิคม ถวาย แล้วยับยั้งพักกลางวัน ณ ป่าตะเคียนหนุ่ม ทรงรับหญ้าคา ๘ กำที่ดาบสชื่ออโนมทัสสีถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นบุณฑรีกะ คือมะม่วงป่า.

เขาว่า แม้บุณฑรีกโพธิพฤกษ์นั้นก็มีขนาดเท่าต้นแคฝอย วันนั้นนั่นเอง มะม่วงป่าต้นนั้นสูงชะลูดลำต้นขนาด ๕๐ ศอก แม้กิ่งก็ขนาด ๕๐ ศอกเหมือนกัน ดารดาษด้วยดอกหอมเป็นทิพย์ มิใช่ดารดาษด้วยดอกอย่างเดียวเท่านั้น ยังดารดาษแม้ด้วยผลทั้งหลาย. มะม่วงต้นนั้นแถบหนึ่งมีผลอ่อน แถบหนึ่งมีผลปานกลาง แถบหนึ่งมีผลห่าม แถบหนึ่งมีผลมีรสดี พรั่งพร้อมด้วยสีกลิ่นและรส เหมือนทิพยโอชาที่เทวดาใส่ไว้ ห้อยย้อยแด่แถบนั้นๆ ต้นไม้ดอกก็ประดับด้วยดอก ต้นไม้ผลก็ประดับด้วยผล ในหมื่นจักรวาลเหมือนอย่างมะม่วงต้นนั้น.

เล่มที่ ๓๓ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒-พุทธวงศ์-จริยาปิฎก๒,๒๕๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒๐. สิขีพุทธวงศ์”